วันศุกร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553
ยกบัญญัติเสียบแทน ปชป.ไม่ทิ้ง'ถนนไร้ฝุ่น'
วืดตามคาด สภาอดถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของ 102 ส.ส.กับ คปพร.มติเฉียดฉิวเฉือนกัน 278 ต่อ 212 เลื่อนญัตติถกกรอบเจรจาสัญญาระหว่างประเทศขึ้นมาแทน “เสื้อเหลือง” ยื่นถอดถอน “ปู่ชัย” ล้ำเส้นดันแก้ รธน. “เหวง” โวยร่าง คปพร.ถูกแช่แข็ง ฝ่าย“สุรพงษ์” เขย่าบัลลังก์ “ปู่ชัย” หันมาหนุน “บัญญัติ” เป็นประธานสภา กมธ. กิจการสภา คุ้ยงบสภา ถูกถลุง แฉค่าเช่าเก้าอี้ในสภา เป็นแสน พท.ยังไม่ลงตัว ขัดแย้งหนักจัดทัพศึกซักฟอก ปชป.อุ้มถนนไร้ฝุ่นยังไปต่อได้ “ศักดา” แฉมีผู้รับเหมาปูดปลายนวม 10% “ชวรัตน์” เด้งเชือกคอมพ์ มท.ฉาว ขรก.ปัดถูกเด้ง “บิ๊กแอ้ด” ขนสมบัติออกหมดแล้วทุบเกลี้ยงบ้านเขายายเที่ยง
* สภางัดข้อดันถกแก้รธน.
เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เป็นนัดแรกของสมัยประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไป โดยมีนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม หลังจากให้สมาชิกได้หารือประมาณ 30 นาที ได้เข้าสู่วาระการประชุม โดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส. พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอให้เลื่อนระเบียบวาระที่ 5 เรื่องที่เสนอใหม่เกี่ยวกับกรอบการเจรจาและสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 จำนวน 6 เรื่องขึ้นมาพิจารณาก่อน ที่คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ
แต่นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ส.ว.อุทัย ธานี ได้คัดค้านว่า ประธานได้บรรจุวาระเร่งด่วนเรื่องญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และรัฐสภาได้ตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขึ้นมา และมีผลสรุปออกมา แต่เรื่องหายเงียบไป ตนขอเสนอให้นำเรื่องด่วนขึ้นมาพิจารณาก่อน ขณะที่นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ได้เสนอญัตติคัดค้านการเลื่อนระเบียบวาระเช่นกัน โดยมี ส.ส.พรรคภูมิใจไทย อาทิ นายเฉลิมชาติ การุณ ส.ส.สกลนคร สนับสนุน
* ยุนายกฯยุบสภาไปเลย
จากนั้น นายสมชาย แสวงการ ส.ว. สรรหา ทักท้วงว่า ประธานบรรจุระเบียบ วาระฉบับคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) มานานแล้ว ตนแปลกใจที่มีการเลื่อนมาอยู่เรื่อย ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 ก.พ. ประธานได้นัดหารือวิป 3 ฝ่าย มีคำถามว่าทำไมต้องรีบมากมาย สภากลายเป็นตัวประกอบของเกมการเมืองให้พรรคร่วมรัฐบาลต่อรองกันหรือไม่ หากนำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาพิจารณา แล้วที่ประชุมรับหลักการ จะทำให้สถานการณ์การเมืองร้อนขึ้นมาได้
นายสมชาย ยังกล่าวว่า ยังมีเวลาพิจารณาเรื่องนี้อีกถึงวันที่ 21 พ.ค. และประธานวุฒิสภา ได้แจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบแล้วว่า วุฒิสภามีวาระการพิจารณาเรื่องการถอดถอน สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.การต่างประเทศ อย่างไรก็ดี หากจะนำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาพิจารณาก็ดี นายกฯจะได้ยุบสภาไปเลย หากให้เสียงเกินกึ่งหนึ่งตนคิดว่าญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วที่ประชุมให้ความเห็นชอบจะได้ตกไป
* “ชัย”ยันทำตามกฎหมาย
ด้านนายชัยกล่าวว่า ตนต้องปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมที่ 45 เมื่อรับญัตติแล้วต้องบรรจุเข้าระเบียบวาระภายใน 7 วัน ส่วนสภาจะมีมติอย่างไรเป็นเรื่องของสภา ร่าง คป.พร. เสนอตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค. ตั้งแต่เสื้อสีหนึ่งมีบทบาทเคลื่อนไหว และทราบว่าล่าสุดจะมีการยื่นถอดตน ขอเรียนว่าร่างของ นพ.เหวง ค้างการประชุมมาแล้ว 5 ครั้งส่วนญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอโดย ส.ส. 102 คน ก็ทำถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เช่นกัน และค้างคามาตลอด ประธานสภาไม่มีหน้าที่จะนำกฎหมายใดมาพิจารณา เพียงแต่ทำหน้าที่เหมือนตรายางเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาตามระเบียบวาระ ตนยืนยันทำตามกฎหมายทุกอย่าง
จากนั้นสมาชิกได้อภิปรายกันอย่าง กว้างขวาง โดย ส.ว. ส่วนใหญ่ได้อภิปรายคัดค้านการเลื่อนระเบียบวาระขึ้นมา โดยเฉพาะการบรรจุเรื่องใหม่ทำฉุกละหุก ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งการประชุมอ่านเอกสารไม่ทัน ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิชย์ รมว.คลัง ชี้แจงว่า กระทรวงการคลังต้องขอความอนุมัติจากรัฐสภาเพราะมีความจำเป็นเร่งด่วน ขออภัยที่เอกสารส่งมาให้อย่างกะทันหัน แต่เรื่องนี้เคยมีการพิจารณาไปแล้ว จึงคิดว่าไม่เป็นอุปสรรคอะไร
* มติตัดบทเข้าวาระม.190
ภายหลังการอภิปรายนานกว่า 2 ชั่วโมง นายธนิตพล ไชยนันทน์ ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์เลขานุการวิปรัฐบาลเสนอญัตติให้ปิดอภิปราย ขณะที่นายสถาพร มณีรัตน์ ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย เสนอญัตติ ให้มีการเปิดอภิปรายต่อ แต่ก่อนการลงมตินายสถาพรขอถอนการเสนอญัตติ ซึ่งที่ประชุม ได้ลงมติเห็นชอบกับการเสนอให้เลื่อนญัตติของ นพ.วรงค์ด้วยคะแนน 278 ต่อ 212 งด 11 ไม่ลงคะแนน 14 ต่อมา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ทักท้วงว่า หากจะพิจารณาวาระ 5.5 และ 5.6 จะผิดข้อบังคับ เพราะประธานแจ้งให้สมาชิกทราบไม่ถึง 24 ชั่วโมง ตามข้อบังคับ ดังนั้นประธานต้องขอให้งดเว้นใช้ข้อบังคับการประชุม
จากนั้นนายชัยได้ขอมติที่ประชุมให้งดเว้นข้อบังคับซึ่งต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกที่อยู่ในห้องประชุมทั้งหมด ปรากฏว่ามีองค์ประชุมอยู่ 467 คน แต่ตอนลงมติมีเสียงเห็นชอบให้งดใช้ข้อบังคับเพียง 280 ต่อ 54 งดออกเสียง 32 ไม่ลงคะแนน 15 ส่วนฝ่ายค้านไม่ยอมกดบัตรแสดงตน ที่ประชุมได้ถกเถียงกันอีกว่าเสียงไม่ถึง 2 ใน 3 ของ 467 เสียง แต่ฝ่ายรัฐบาลได้แย้งว่าใช้เสียง 2 ใน 3 ของ 381 เท่านั้น คือใช้จำนวนผู้เสียบบัตรลงคะแนนเท่านั้น ในที่สุดนายชัยได้ตัดบทให้ที่ประชุมพิจารณาระเบียบวาระที่ 5.1-5.4 กรอบการเจรจาระหว่างประเทศขึ้นมาพิจารณาก่อน ส่วนวาระที่ 5.5 และ 5.6 ที่เพิ่งเสนอเข้ามาภายหลัง ให้พิจารณาต่อจากเรื่องดังกล่าวได้
* สภาเห็นชอบกรอบเจรจา
ต่อมาที่ประชุมรัฐสภาได้พิจารณากรอบการเจรจาและสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ที่คณะรัฐมน ตรีเป็นผู้เสนอ จำนวน 3 ฉบับ คือ 1.บันทึก ความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักร ไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว 2.บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งเติร์กเมนิสถาน และ 3.บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐตุรกี
หลังจากสมาชิกได้อภิปรายแสดงความเห็นซึ่งเป็นไปด้วยความราบเรียบพอสมควร ก็ได้ลงมติเห็นชอบทั้ง 3 ฉบับ ด้วยคะแนน ฉบับที่ 1.เห็นชอบ 307 ไม่เห็นชอบ 19 งดออกเสียง 41 ไม่ลงคะแนน 17 ฉบับที่ 2.เห็นชอบ 317 ไม่เห็นชอบ 3 งดออกเสียง 51 และไม่ลงคะแนน 15 และฉบับที่ 3.เห็นชอบ 311 ไม่เห็นชอบ 3 งดออกเสียง 46 ไม่ลงคะแนน 15 เสียง จากนั้นได้พิจารณาฉบับที่ 4.คือ การเข้าร่วมเป็นภาคีในระบบการยอมรับร่วมในข้อมูลการประเมินสารเคมีขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD)
* “พิภพ”ยื่นถอดถอน“ปู่ชัย”
ที่รัฐสภา เวลา 12.30 น. แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) นำโดยนายพิภพ ธงไชย เข้ายื่นหนังสือต่อนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เพื่อยื่นคำร้องแสดงตนเป็นผู้ริเริ่มรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อให้ถอดถอนนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากมีพฤติการณ์เข้าข่ายกระทำผิดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 270 ที่ส่อว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยนำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หรือคปพร. เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม
นายพิภพ กล่าวว่า ร่างแก้ไขของ คปพร.ขัดต่อรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 291 (1) เพราะหากประชาชนจะใช้สิทธิรวบรวมรายชื่อ 5 หมื่นชื่อ เพื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย แต่กฎหมายฉบับดังกล่าวรัฐสภายังไม่ได้ตราออกมารองรับ ทำให้ยังไม่มีหลักเกณฑ์การ ปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ดังนั้นด้วยเหตุดังกล่าวนายชัย จึงไม่มีสิทธิบรรจุเข้าวาระการประชุมรัฐสภา ส่วนนายประสพสุข กล่าวว่า จะเร่งดำเนินการตามกระบวนการ โดยจะให้สำนักเลขาธิการวุฒิสภาตรวจสอบคุณสมบัติ และความถูกต้องของผู้ริเริ่มยื่นถอดถอนและจะแจ้งให้ทราบต่อไป
* “เหวง”โวยดองร่างคปพร.
นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยื่นหนังสือต่อนายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมฝ่ายค้าน ในกรณีที่รัฐสภาจะเลื่อนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมของคณะกรรมการประชาชน เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดย นพ.เหวง กล่าวว่า จนถึงวันนี้เป็นเวลาปีกว่า จึงไม่มีเหตุผลที่จะเลื่อนการพิจารณาออกไปอีก เพราะรัฐบาลกุมเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จะอ้างว่าเป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้ ถ้าเลื่อนออกไป แสดงว่าคุมเสียงในสภาไม่ได้ ก็ไม่ควรบริหารต่อไป
นพ.เหวง ยังกล่าวว่า ถ้ารัฐบาลยังไม่จริงใจกับประชาชน เราก็ต้องรวมเรื่องนี้เข้ากับการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงเพื่อรณรงค์ให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งเราจะระดมคนที่เซ็นชื่อในร่าง 2 แสนคน โดยคง ต้องไปถามพรรคประชาธิปัตย์ด้วย ส่วนที่มีการอ้างว่ายังไม่มีกฎหมายลูกเรื่องการเข้าชื่อเสนอกฎหมายนั้น ก็สามารถใช้กฎหมายเก่าที่มีอยู่ได้ เรื่องนี้สำนักงานเลขาธิการสภาตรวจสอบรายชื่ออย่างถูกต้องแล้ว จนมีการบรรจุเข้าวาระ ถ้าผิดก็ควรโยนเรื่องนี้ทิ้งตั้งแต่แรก ต้องถามพรรคร่วมรัฐบาลด้วยว่าญัตติแก้รัฐธรรมนูญ 2 ประเด็นของพรรคร่วมรัฐบาล ก็อยู่ในประเด็นที่คปพร.เสนอแก้แล้ว ทำไมพรรคร่วมจึงปฏิเสธ ทำแบบนี้เหมือนกลืนน้ำลายตัวเอง
* พท.ไล่“ชัย”หนุน“บัญญัติ”
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ยื่นถอดถอนนายชัยว่า นายชัยทำตามอำนาจหน้าที่ของประธานรัฐสภาแล้วในส่วนของการบรรจุวาระตนมองว่าไม่ได้ทำหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ตนเห็นว่านายชัยควรพิจารณาลาออกเองมากกว่าเพราะการทำหน้าที่ในการเป็นประธานในที่ประชุมผิดระเบียบข้อบังคับมาหลายครั้งมาก โดยเฉพาะการทำหน้าที่ในวันเดียวกันนี้ ที่มีการเลื่อนวาระมาพิจารณาเรื่องด่วนมาตรา 190 แทน การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามลำดับซึ่งถือว่าผิดระเบียบข้อบังคับที่กำหนดให้แจ้งการเลื่อนวาระต้องครบ 24 ชั่วโมง
นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ เห็นว่า นายชัยควรแสดงมารยาททางการเมืองเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี พิจารณาตัวเองด้วยการลาออกจากประธานรัฐสภา แล้วให้นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ทำหน้าที่แทนจะดีกว่า เพราะนายบัญญัติ มีความชอบธรรมในการขึ้นทำหน้าที่เนื่องจากเป็น ส.ส. ในฝ่ายเสียงข้างมาก
* กมธ.พุ่งเป้าสอบถลุงงบสภา
นายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทยในฐานะประธานคณะกรรมา ธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบนายชัย โดยเฉพาะเอกสารการเบิกจ่ายงบประมาณ หลังจากที่เกิดความขัดแย้งกับประธานคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร 35 คณะว่า ในสัปดาห์หน้าจะได้เอกสารครบถ้วนทั้งหมด โดยได้มีการเรียกสอบเอกสารย้อนหลังไปถึงปี 2551-2554 เมื่อได้เอกสารครบถ้วนแล้วจะมีการเรียกประชุมประธานคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะเพื่อมอบเอกสารและแบ่งงานตามความรับผิดชอบของแต่ละกรรมาธิการ จากนั้นจะนัดหมายประชุมเพื่อตัดสินใจร่วมกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป อย่างไรก็ตาม จากเอกสารที่มีอยู่พบว่าบางโครงการเบิกจ่ายงบประมาณสูงเกินจริง
นายศักดา กล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบว่ามีการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อเดินทางไปต่างประเทศอีกจำนวนมาก รวมถึงพบว่ามีการตั้งงบประมาณประจำปี 2554 เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์และสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภา 20 จุด ๆ ละหลายร้อยล้านบาท รวมแล้วเป็นเงินถึง 1,000 ล้านบาท ซึ่งทางประธานคณะกรรมาธิการมองว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินมากขนาดนั้น เพราะกำลังจะก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ อย่างไรก็ตามการดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่มีแค่ซีกพรรคฝ่ายค้าน แต่ความจริงแล้วคนที่เป็นหลักคือประธานกรรมาธิการจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งตนเข้าใจว่าสภาผู้แทนทำงานโดยยึดประชาชน เมื่อเกิดความไม่เป็นธรรมจริง ๆ เขาก็ยอมรับไม่ได้
* ยังขัดแย้งทำศึกซักฟอก
รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยแจ้งว่า จากกรณีที่ทีมยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยระบุว่าจะได้ข้อยุติในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจภายในวันที่ 15 ก.พ. นี้ ทำให้ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่พอใจในเรื่องดังกล่าว เพราะไม่มีการนัดหมายวันประชุม มายัง ร.ต.อ.เฉลิม เพราะจุดมุ่งหมายของการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง คือต้องการให้รัฐบาลยุบสภา หากยื่นญัตติเร็วเกินไปจะทำให้รัฐบาลไม่สามารถยุบสภาได้ ซึ่งขัดกับความต้องการทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย
รายงานข่าวแจ้งอีกว่า นอกจากนี้ภายในพรรคเพื่อไทยกลุ่มของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พยายามที่จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสนอชื่อผู้ที่สมควรเป็นนายกฯ แนบญัตติไม่ไว้วางใจนายกฯ โดยพยายามสกัดกั้นไม่ให้พรรคส่งชื่อ ร.ต.อ. เฉลิมแนบไปกับญัตติและเสนอชื่อคนนอก อย่าง นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช หรือ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก จากพรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งเรื่องดังกล่าวทำให้ ร.ต.อ.เฉลิมไม่พอใจอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิมได้เสนอให้เลือก ส.ส. คนใดก็ได้ในพรรค โดยให้ที่ประชุมพรรคโหวตหาชื่อที่เหมาะสม สำหรับญัตติยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ยังคงมีปัญหาภายในพรรคเพื่อไทยจนยังไม่สามารถสรุปได้
* ปชป.อุ้มถนนไร้ฝุ่นไปต่อ
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะตัดงบประมาณของโครงการถนนไร้ฝุ่นว่า ยืนยันว่าโครงการถนนไร้ฝุ่นเป็นโครงการของพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้หาเสียงกับประชาชนทั้งประเทศไว้ ดังนั้นจะไม่มีการตัดโครงการนี้ทิ้งไปแน่นอน ที่สำคัญยังเป็นโครงการที่ใช้เงินเพียง 23,000 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับวงเงินลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็งทั้งหมดกว่า 1.53 ล้านล้านบาท จึงต้องเดินหน้าต่อเนื่องแน่นอนเพราะถือว่าคนในชนบทได้รับประโยชน์โดยตรง แต่ยังต้องมาตกลงในรายละเอียดกันอีกครั้งว่าจะใช้เงินจากแหล่งใด
ส่วนการที่นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯ ได้ออกมาระบุว่าต้องปรับปรุงงบประมาณของโครงการนี้โดยใช้เงินในงบประมาณแทนนั้น นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่นายไตรรงค์ แสดงความเป็นห่วงในเรื่องของต้นทุนระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ที่ยังสูงกว่าประเทศอื่นมาก หากทำถนนปลอดฝุ่นซึ่งเป็นถนนสายเล็ก ๆ อาจไม่เชื่อมต่อกับระบบโลจิสติกส์ของประเทศเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจะตัดโครงการนี้ทิ้งไปแต่อย่างใด
* “ศักดา”แฉมีปลายนวม10%
นายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจระบุว่าจะมีการตัดงบประมาณโครงการถนนปลอดฝุ่นว่า ส่วนตัวยังไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินจากงบประมาณประจำปีหรือจากเงินกู้ต่างก็เป็นเงินของประเทศซึ่งถูกใช้ไปในโครงการนี้ในจำนวนมหาศาล ถ้าชะลอไปก่อนจะประหยัดเงินประเทศได้ 30-40 เปอร์เซ็นต์ แต่ตนมองพรรคประชาธิปัตย์เจตนาเขย่าชามข้าวพรรคภูมิใจไทย ขู่ไม่ให้ต่อรองมากเกินไปเท่านั้น สุดท้ายก็ไม่มีความขัดแย้งเพราะผลประโยชน์ยังเหลืออยู่จำนวนมาก
นายศักดา กล่าวว่า โครงการถนนปลอดฝุ่นเป็นหม้อข้าวใหญ่ของบางพรรคการเมือง โดยรับทราบข้อมูลจากบรรดาผู้รับเหมาว่าการประกวดราคาก่อสร้างถนนปลอดฝุ่น หรือแม้แต่งานซ่อมแซม ของกระทรวงคมนาคม ต้องมีตัวเลข 10 เปอร์เซ็นต์เข้าไปเกี่ยวข้อง เมื่อถึงวันทำสัญญาว่าจ้างก็ต้องจ่ายอีกครั้ง เมื่อคำนวณเทียบจากงบประมาณ ในโครงการถนนปลอดฝุ่นทั่วประเทศซึ่งสูงถึง 34,000 ล้านบาทคิดเป็นเงินมหาศาล
ซึ่งคณะทำงานตรวจสอบการดำเนินงานของกระทรวงคมนาคมของพรรคเพื่อไทย ที่มีนายสันติ พร้อมพัฒน์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยในฐานะอดีต รมว.คมนาคม อยู่ระหว่างศึกษาข้อมูลหลักฐาน จากนั้นจะตัดสินใจว่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในส่วนของกระทรวงคมนาคมหรือไม่
* “ลุงจิ้น”เด้งเชือกคอมพ์มท.
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาด ไทยกล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่า การประมูลเช่าคอมพิวเตอร์ระบบทะเบียนราษฎร กรมการปกครอง มูลค่าโครงการ 3,490.84 พันล้านบาท ระหว่างปี 2553-2559 มีการล็อกสเปก และโยกย้ายข้าราชการด้านเทคนิคที่ไม่เห็นด้วยกับการประมูล และเอาข้าราชการปกครองทั่วไปมาดูเพื่อเอื้อให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาควบคุมการประมูล ซึ่งอาจส่อทุจริตว่า เรื่องนี้ยังไม่ทราบรายละเอียด ส่วนจะมีการตรวจสอบหรือทบทวนเรื่องนี้ใหม่หรือนั้น ต้องให้มีการเสนอขึ้นมาก่อน ส่วนข้าราชการที่ถูกย้ายไปคงไม่ต้องให้ถึงมือรัฐมนตรีเพราะว่าแค่ระดับ 7-8 เท่านั้น ส่วนจะเป็นประเด็นอภิปราย ไม่ไว้วางใจหรือไม่นั้น ยังไม่ทราบ
นายนิรันดร์ กัลยาณมิตร รองอธิบดีกรมการปกครอง แถลงข่าวถึงกรณีนี้ว่า การทำขอบเขตงาน หรือทีโออาร์ในเรื่องนี้ กรม การปกครองได้ทำตามระเบียบพัสดุ ปี พ.ศ. 2546 แต่ปรับปรุงให้ทันสมัยกว่าเดิม และต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ของกระทรวงไอซีที จึงประกาศลงเว็บไซต์ได้ จากนั้นจึงมีการประกวดราคา ซึ่งคณะกรรมการได้แจกเอกสารแก่บริษัทที่สนใจตั้งแต่วันที่ 7 ม.ค. และชี้แจงให้เตรียมทดสอบระบบในวันที่ 3-4 ก.พ. เท่ากับว่า มีเวลาเตรียมตัวถึง 26 วัน ไม่ใช่เจ็ดวันตามที่เป็นข่าว โดยในการทดสอบ มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้สังเกตการจาก บริษัทการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท)
* แจงไม่มีโยกย้ายรังแกขรก.
นายนิรันดร์ กล่าวต่อว่า คณะรัฐ มนตรีมีมติเรื่องนี้ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค. 52 และสัญญาจะหมดอายุในวันที่ 15 ก.พ. 53 จึงต้องเร่งดำเนินการ อีกทั้งการประกวดราคานั้น บริษัทที่ชนะคือบริษัท คอนโทรล ดาต้า (ประเทศไทย) จำกัด ก็ยอมลดราคาต่ำกว่าราคากลาง 15 ล้านบาท ไม่คิดค่าบำรุงรักษา จนกว่าจะติดตั้งระบบเสร็จ เป็นประโยชน์ที่รัฐบาลจะได้รับ ส่วนที่มีข่าวเรื่องการโยกย้าย ข้าราชการนั้น เป็นนโยบายบริหารงานบุคคล ซึ่งเป็นอำนาจของอธิบดีกรมการปกครอง
นายอวยชัย อินทร์นาค ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานทะเบียน ที่มีคำสั่งย้ายเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ให้ไปดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ในช่วงที่ตนยังดูแลงาน เรื่องนี้ ก็ทำอย่างเรียบร้อย แต่ขอย้ายเพราะมีปัญหาสุขภาพไม่ได้ถูกกลั่นแกล้ง ส่วนนายพิภพ ดำทองสุข ปลัดจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งโยกย้ายมาเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารงานทะเบียน กล่าวว่า ยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่มีฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง การพิจารณาบริษัทประมูลทำอย่างอิสระ
* ทุบเกลี้ยงบ้านเขายายเที่ยง
นายสุเทพ ปวเรศวิทยาฬาร ผู้อำนวย การสำนักจัดการป่าไม้ ที่ 8 (จ.นครราชสีมา) กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับหนังสือคำสั่งจากกรมป่าไม้ ให้เข้าไปดูแลพื้นที่บริเวณบ้านพักบนเขายายเที่ยง ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกฯ ซึ่งก่อนหน้านี้มีคำสั่งให้ต้องย้ายออกจากพื้นที่ภายใน 30 วัน และ พล.อ.สุรยุทธ์แจ้งว่าจะมีการย้ายออกภายในวันที่ 11 ก.พ. นี้ โดยได้มีการนำป้ายประกาศไปปิดไว้ที่บริเวณหน้าบ้าน พล.อ.สุรยุทธ์ ตั้งแต่ช่วงเช้าในหลายจุดแล้ว ทั้งนี้ ในวันที่ 12 ก.พ. นี้ ตนจะเดินทางเข้าไปตรวจสอบภายในบ้านพัก เขายายเที่ยง เพื่อตรวจรอบบริเวณบ้าน ทั้งหมด และถ่ายรูป รวมทั้งการประเมิน ความเสียหายเรื่องระบบนิเวศ เพื่อรายงานให้กับกรมป่าไม้ทราบ
นายสุเทพ ยังกล่าวว่า ส่วนการรังวัดพื้นที่คงยังไม่สามารถทำได้ทันที แต่คงวัดแค่พิกัดว่าอยู่ในแปลงผังที่ 49 ที่เคยขีดไว้หรือไม่ อย่างไรก็ตามเบื้องต้นทราบว่าภายในบ้านพักของอดีตนายกรัฐมนตรี ได้รื้ออาคาร บ้านพักทิ้งทั้งหมดแล้ว และเหลือเพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่ทางสำนักงานฯ จะเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้มีการนำป้ายไปติดประกาศ โดยมีข้อความว่า “ห้ามเข้า กรมป่าไม้รับมอบพื้นที่แล้ว” ลงวันที่ 11 ก.พ. นี้ ไปติดไว้ที่บริเวณประตูทางเข้า เสารั้ว และกำแพงอีกหลายจุด.
สนับสนุนโดย 
ก.พ.
12