ประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2553 : ลอยกระทง ประเพณีลอยกระทง ลอยกระทง 53 ลอยกระทง 2553 ลอยกระทง 2010

Written by Ju_Writer

เทศกาล “สีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง” จัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำตลอดทั้งเดือนพฤศจิกายน ประจำปี 2553 เพื่อให้ประชาชนได้ไปท่องเที่ยวกันเยอะ ๆ

ประวัติความเป็นมาประเพณีลอยกระทง (Loi Krathong Day) เป็นประเพณีของไทยที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณ เดิมพิธีลอยกระทง เรียกว่า พระราชพิธีจองเปรียงชักโคม ลอยโคม ซึ่งเป็นพิธีของพราหมณ์ เพื่อบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสาม คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ครั้นคนไทยรับนับถือพระพุทธศาสนา ก็ทำพิธียกโคมเพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ พระจุฬามณี ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ลอยโคมบูชาพระพุทธบาท ณ หาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ประเทศอินเดีย

งานลอยกระทงเริ่มทำตั้งแต่ กลางเดือน 11 ถึงกลางเดือน 12 ซึ่งเป็นฤดูน้ำหลาก น้ำจะเต็มสองฝั่งแม่น้ำ ที่นิยมมากคือ ช่วงวันเพ็ญเดือน 12 เพราะพระจันทร์เต็มดวง ทำให้แม่น้ำใสสะอาด แสงจันทร์ส่องเวลากลางคืน เป็นบรรยากาศที่สวยงาม เหมาะแก่การลอยกระทง

Loi_Krathong_Ayutthaya_10

คติที่มาเกี่ยวกับวันลอยกระทงมีอยู่หลายตำนาน ดังนี้
1. การลอยกระทง เพื่อขอขมาแก่พระแม่คงคา
2. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้าตามคติพราหมณ์ คือบูชาพระนารายณ์ซึ่งบรรทมสินธุ์อยู่ในมหาสมุทร
3. การลอยกระทง เพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้า ในวันเสด็จกลับจากเทวโลก เมื่อครั้งเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงเทศนาอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา
4. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระพุทธบาท ของพระพุทธเจ้า ที่หาดทรายริมแม่น้ำนัมมทานที เมื่อคราวเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ
5. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า
6. การลอยกระทง เพื่อบูชาท้าวพกาพรหม บนสวรรค์ชั้นพรหมโลก
7. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระอุปคุตตะเถระ ซึ่งบำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล ประวัติการลอยกระทงในเมืองไทย

การลอยกระทงในเมืองไทย มีมาตั้งแต่ครั้งสุโขทัย เรียกว่า การลอยพระประทีป หรือลอยโคม เป็นงานนักขัตฤกษ์รื่นเริงของประชาชนทั่วไป ต่อมานางนพมาศหรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์สนมเอกของพระร่วง ได้คิดประดิษฐ์ดัดแปลงเป็นรูปกระทงดอกบัวแทนการลอยโคม การลอยกระทงหรือลอยโคมในสมัยนางนพมาศ กระทำเพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทที่แม่น้ำนัมมทานที ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ในแคว้นทักขิณาบถของประเทศอินเดีย ปัจจุบันเรียกว่า แม่น้ำเนรพุททา

ตามคุ้มวัดหรือสถานที่จัดงานหลายแห่ง มีการประกวดกระทง ประกวดนางนพมาศ และมีมหรสพสมโภชในตอนกลางคืน นอกจากนั้นยังมีการจุดดอกไม้ไฟ พลุ ตะไล ซึ่งในการเล่นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ วัสดุที่นำมาใช้กระทง ควรเป็นของที่สามารถย่อยสลายได้ง่ายตามธรรมชาติ

ส่วนการลอยโคม ชาวบ้านทางภาคเหนือและภาคอีสานยังนิยมทำกัน ชาวบ้านจะนำกระดาษ มาทำเป็นโคมขนาดใหญ่สีต่าง ๆ ถ้าลอยตอนกลางวัน จะทำให้โคมลอยโดยใช้ควันไฟ ถ้าเป็นเวลากลางคืน ก็จะใช้คบจุด ที่ปากโคม ให้ควันพุ่งเข้าในโคม ทำให้ลอยไปตามกระแสลมหนาว เวลากลางคืนแลเห็นแสงไฟโคม บนท้องฟ้า พร้อมกับแสงจันทร์และดวงดาวสวยงามมากทีเดียว

ที่มา : loikrathong.net

พ.ย.
10

Palio เขาใหญ่ แหล่งสุดฮิปของคนอินเทรนด์ : Palio เขาใหญ่ Palio เที่ยวPalio เขาใหญ่

Written by Wannakorn

Palio หรือ ปาลิโอ ตั้งอยู่บนถนนธนะรัชต์ หลักกิโลเมตรที่ 17 ติดกับโรงแรมจุลดิศ เขาใหญ่ รีสอร์ท แอนด์ สปา ก้าวแรกที่ได้ไปสัมผัส Palio เขาใหญ่ แอบคิดในใจเล่นว่า “นี่เราข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลถึงประเทศอิตาลีเลยเหรอเนี่ย” ก็แหม บรรยากาศมันพาไปจริง ๆ ประหนึ่งว่ากำลังเดินอยู่กลางกรุงโรม เพราะไม่ว่าจะเป็นอาคารถูกออกแบบให้เป็นกลุ่มอาคารถนนคนเดิน หรือสถาปัตยกรรมยุโรปโบราณแนวอิตาเลี่ยนสไตล์ที่รายล้อม แถมคำว่า Palio ยังเป็นภาษาอิตาเลียน หมายถึง “รางวัล” อีกด้วย

และถ้าเดินลั้ลลาสำรวจไปเรื่อยจะพบว่า ภายใน Palio เขาใหญ่ มีร้านเล็ก ๆ เป็นแนวลดหลั่นเรียงกันประมาณ 120 ร้าน มีสินค้าหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ของแต่งบ้าน, เสื้อผ้าแฟชั่น, เครื่องประดับ, เครื่องเสียง, งานดีไซน์ต่าง ๆ, ธนาคาร, ร้านขายของที่ระลึก, พืชผักปลอดสารพิษ ร้านไวน์ Coffee Shop, Pub & Restaurant, Bakery ร้านเสริมสวย Spa ร้านขายยา ร้านขายหนังสือ ศูนย์อาหาร ร้าน IT ฯลฯ โดยแต่ละร้านจะได้รับการออกแบบให้มีสไตล์ และเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่กลมกลืนเข้าภูมิทัศน์ล้อมรอบที่ดำรงความเป็นธรรมชาติของเขาใหญ่

อีกทั้งยังมีพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ ได้แก่ สวนหย่อม น้ำพุ ลานอเนกประสงค์สำหรับจัดการแสดงหรือดนตรี ห้องแสดงสินค้าหรือนิทรรศการ แต่ถ้าอยากเต็มอิ่มกับ Palio เขาใหญ่ แบบเน้น ๆ ที่นี่ก็มีบริการห้องพักแบบบูติคโฮเทล จำนวน 10 ห้อง บริการในรูปแบบ Bed & Breakfast (Palio B&B)

นั่นแน่ ๆ เริ่มอยากแวะเวียนไปสัมผัสบรรยากาศสไตล์อิตาเลี่ยนแบบนี้แล้วใช่มั้ยล่ะ ขอบอกว่าไปได้เลยค่ะ เพราะที่ Palio เขาใหญ่ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น.แถมยังไม่เสียค่าเข้าชม หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ อีกด้วย

และนี่ก็คือ Palio เขาใหญ่ สถานที่ท่องเที่ยวสุด Chic สมกับฉายา Little Italy จริง ๆ ว่ามั้ย …

ที่มา www.ilovetogo.com

ก.พ.
09

29 ม.ค.เปิดงานเกษตรแฟร์ ครั้งที่67

Written by คุณสาระ ชอบช่วย

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม 2553


งานแฟร์ของคนกรุงใกล้เริ่มแล้วกับ ‘เกษตรแฟร์’ ครั้งที่ 67 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาพร้อมโซนใหม่ตลาดนัดติดแอร์
   
รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เตรียมปิดรั้วมหาวิทยาลัย จัด งานเกษตรแฟร์ ครั้งที่ 67 ควบคู่การประชุมวิชาการครั้งที่ 48 ภายใต้แนวคิด นวัตกรรมเกษตรวิจัย นำเกษตรไทยให้รุ่งเรือง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเผยแพร่ผลงานวิจัย ผลิตภัณฑ์ สิ่งประดิษฐ์ทางเทคโนโลยี
   
ภายในงานมีโซนจับจ่ายหลากหลายให้เลือก ทั้ง ตลาดนัดต้นไม้ ตลาดนัดผลไม้ ตลาดนัดสัตว์เลี้ยง เครื่องมือเครื่องใช้ทางการเกษตร การออกร้านผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และอื่น ๆ อีกเพียบ ส่วนผลงานเด่นที่นำมาแสดง อาทิ ไม้ยางพาราป้องกันไฟ มีคุณสมบัติพิเศษเมื่อโดนความร้อนจะเกิดการจับตัวไม่ให้ติดไฟเป็นเวลา 30 นาที, น้ำคั้นใบข้าวไทย นำเพื่อสุขภาพทางเลือกใหม่ ใช้พันธุ์ข้าวหอมมะลิ ข้าวสุพรรณบุรี ข้าวเหนียวดำ ข้าวเหนียวขาว ซึ่งทั้งหมดล้วนมีธาตุเหล็กและแมกนีเซียมสูง, น้ำมะพร้าวน้ำหอมผงและมะขามผง เพียงนำมาละลายน้ำก็ดื่มได้เลย ทุกอย่างทั้งรส กลิ่น ใกล้เคียงของจริงเป็นที่สุด
   
และที่ขาดไม่ได้ คือ ‘มะขามหวาน’ จนหลายคนอดแซวไม่ได้ว่า นี่งานเกษตรแฟร์ หรืองานมะขามหวานกันแน่!
   
ไฮไลท์ปีนี้เอาใจคนเมืองด้วยการโชว์ ม้าแกลบแห่นาค ซึ่งเป็นม้าขนาดเล็กที่ผ่านการฝึกเต้น เดิน และฟังเสียงแตรวงดัง ๆ โดยไม่ตกใจมาแล้ว มีให้ชม 2 วันเท่านั้น คือ วันที่ 29-30 ม.ค. เวลา 16.00-17.00 น.
   
ใหม่แกะกล่องอีกส่วน คือ ตลาดนัดติดแอร์ มาตรฐานระดับสากล บนพื้นที่ของอาคารจักรพันธ์ แสดงสินค้าจากมูลนิธิต่าง ๆ ของพระราชวงศ์ สินค้าจากโครงการหลวง การสาธิตการจัดดอกไม้ ผ้าไหม เบอร์เกอรี่ และการแสดงมหัศจรรย์พันธุ์พืช ผัก ผลไม้ยักษ์ สวนชวนชม สวนกล้วยไม้ และตู้ปลาสวยงาม
   
นอกจากนี้ ยังมีโชว์การแสดงของสุนัขทรงเลี้ยงจากศุโขทัย‘คุณเอมิโก้’ และ ‘คุณฟูฟู’ นิทรรศการการแสดงสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ เช่น กิ้งก่าอีกัวน่า งู กระต่าย นกแก้ว เต่า เป็นต้น รวมทั้งกิจกรรมการประกวด ไม่ว่าจะเป็นประกวดกล้วยไม้และผลไม้ ประกวดจัดตู้ปลา ประกวดแก้วกาญจนา สำหรับใครที่เลี้ยงน้องหมา งานนี้ก็เปิดโอกาสให้ส่งสุนัขเข้าประกวดชิงถ้วยรางวัลพระราชทานฯ ในวันที่ 31 ม.ค ด้วย สนใจสอบถามเพิ่มเติมที่ 02-942-8751-9
   
และพลาดไม่ได้กับบริการตรวจสุขภาพสัตว์เลี้ยง ฉีควัคซีนพิษสุนัขบ้าและถ่ายพยาธิ ฟรี! ส่วนการประชุมวิชาการ ครั้งที่ 48 เปิดให้ความรู้ฟรี 3-5 ก.พ. ภายใต้แนวคิด ฟื้นเศรษฐกิจชาติ กู้วิกฤตโลกร้อน แสดงผลงาน 12 สาขา 504 เรื่อง
   
สำหรับการจราจรก็หายห่วง เพราะอธิการบดีการันตีว่า เคลียร์พื้นที่รองรับรถเข้ามาจอดได้กว่า 400 คัน และมีรถสวัสดิการฟรีภายในงาน ทั้งรถราง รถบัส รถไฟฟ้า ไม่กระทบต่อการจราจรออกไปนอกพื้นที่แน่นอน
   
แวะไปได้ตั้งแต่วันที่ 29 ม.ค. – 6 ก.พ. นี้ เวลา 09.00-17.00 น. ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

สนับสนุนโดย

ม.ค.
26

วางแผนเที่ยวให้เหมาะกับงบประมาณ : วางแผนเที่ยว งบประมาณการเที่ยว เที่ยวให้เหมาะกับงบประมาณ วางแผนเที่ยวให้เหมาะกับงบประมาณ

Written by Wannakorn


งบประมาณต่ำกว่า 10,000 บาท

ถึงงบฯ ในกระเป๋าจะมีไม่มาก แต่ 10,000 บาท การเดินทางจะต้องเป็นรถบัสแทนนั่งเครื่องบิน โดยเส้นทางเที่ยวต่างประเทศใน ราคาต่ำกว่า 10,000 บาท มีอยู่ 3 เส้นทาง คือ

1. เส้นทางนครวัด-นครธม โดยนั่งรถยนต์ออกไปทางหน้าตลาดโรงเกลือ จากนั้นก็ตะลุยผ่านเส้นทางผิวพระจันทร์ไปอีกประมาณร่วม 2 ชั่วโมง ก็จะถึงเสียมเรียบ เขมร อันเป็นที่ตั้งของนครวัด หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกโบราณได้แล้ว

2. เส้นทางเวียงจันทร์ เมืองหลวงของลาว สำหรับเส้นทางนี้ คุณต้องเดินทางโดยรถบัส หรือรถไฟไปลงที่หนองคาย จากนั้นก็ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวไปยังเวียงจันทร์

3. เส้นทางสู่พม่า แม่สาย-ท่าขี้เหล็ก เส้นทางสุดท้ายนี้ เป็นการไปเที่ยวเมืองนอกที่เลยจากเขตชายแดนไปนิดเดียว คุณสามารถเดินเที่ยวที่ตลาดท่าขี้เหล็กเท่านั้น แต่ก็ยังสามารถเรียกได้ว่า ไปเมืองนอก (พม่า) แล้ว เพียงคุณนั่งรถบัสไปที่เชียงรายไปต่อที่แม่สาย ทำบัตรผ่านแดนข้ามไปท่าขี้เหล็กที่ฝั่งพม่า

งบประมาณ  10,000 – 20,000  บาท

สำหรับงบประมาณเท่านี้ คุณก็สามารถติดปีกไปเที่ยวเมืองนอก ในประเทศที่น่าสนใจได้หลายที่ทีเดียว

1. พม่า (เฉพาะย่างกุ้งและเมืองใกล้ๆ)
2. ฮ่องกง + ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์
3. สิงคโปร์แกรนด์ทัวร์
4. มาเลเซีย (กัวลาลัมเปอร์ + เก็นติง)
5. ลาวใต้ (ปากเซ + คอนพะเพ็ง)
6. เวียดนามเหนือ หรือใต้
7. จีน (บางเมือง เช่น คุนหมิง กุ้ยหลิน ปักกิ่ง หรือ เซี่ยงไฮ้บางโปรแกรม)

งบประมาณ 20,000 – 30,000 บาท

คุณไปเยือนไปหลากหลายประเทศทีเดียว แบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๆ ได้ดังนี้

1. จีน แทบจะทุกเมืองยกเว้นจิ่วไจ้โกว ฮาร์บินและซินเกียง
2. เกาหลีบางโปรแกรม (แต่ต้องเป็นบางสายการบิน และเวลาบินไม่ค่อยสวยนัก)
3. ประเทศอาเซียนที่อยู่ไกลหน่อยอย่าง บรูไน บาลี หรือฟิลิปปินส์

แต่เนื่องจากงบประมาณค่อนข้างจำกัด ดังนั้น ทริปไม่สามารถคาดหวังอะไรมากนัก ให้คุณได้ไปสัมผัสหิมะที่ภูเขาหิมะมังกรหยก ที่เมืองลี่เจียง และที่อยากจะนำคือ เที่ยวบาหลี เนื่องจากคุณจะได้สัมผัสบรรยากาศที่แปลกตาหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เถ้าลาวาซึ่งภูเขาไฟบาตูร์ และชมนาข้าวแบบขั้นบันไดที่อูบุด

งบประมาณ 30,000 – 40,000 บาท
สำหรับงบที่เพิ่มขึ้นมา ให้คุณสามารถไปเที่ยวถึงออสเตเรีย และญี่ปุ่น สำหรับเมืองของออสเตเลียที่ไปเที่ยวได้มี 2 แห่ง  คือ เพิร์ทกับโกลด์โคสต์ สำหรับประเทศญี่ปุ่นให้คุณไปได้แค่ 3 เมือง คือ โตเกียว ฟุกุโอกะและฮิโรชิม่า เท่านั้น นอกจากนี้ด้วยงบ 30,000 บาท คุณก็สามารถไปสัมผัสบรรยากาศแบบอาหรับที่ดูไบและอิหร่านได้แล้ว ที่ดูไบคุณจะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศทะเลทราย และช้อปปิงในซุก (ตลาดแขก) ซึ่งว่ากันว่าใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางและสุดท้ายก็คือ อียิปต์ที่คุณจะได้ดูแค่พีระมิดกับเมืองอเล็กซานเดรีย เท่านั้น

งบประมาณ 40,000 – 50,000 บาท

งบประมาณเท่านี้ เป็นรอยต่อระหว่างงบขนาดกลางกับก้อนใหญ่ให้คุณไปเที่ยวผับในยุโรปได้เลย นอกจากนี้คุณยังไปเที่ยวออสเตเลียได้ทุกเมือง (แต่ยกเว้นทริปแกรนด์ออสเตเลีย) ทริปเที่ยวญี่ปุ่น คุณสามารถเดินทางไปเมืองแปลก ๆ อาทิ เจแปนแอล์ เซนได หรือเกียวโต-โอซาก้า

งบประมาณ 50,000 – 100,000 บาท

สำหรับงบประมาณช่วงนี้ ให้คุณไปทริปที่ผสมหลายๆ ประเทศได้มากมาย ซึ่งขอยกตัวอย่างทริปคร่าว ๆ ดังนี้

1. ยุโรปเกือบทุกเส้นทาง ยกเว้นไอซ์แลนด์และสแกนดิเนเวีย
2. นิวซีแลนด์ทุกเส้นทาง
3. ประเทศในทวีปเอฟริกาทั้งแอฟริกาใต้ เคนยาหรือโมร็อก ยกเว้นเส้นทางไปน้ำตกวิกทอเรียที่งานนี้ 150,000 บาท
4. กลุ่มประเทศเอเชียกลาง อย่างอุซเบกิสถาน หรือาซัคสถาน ฯลฯ
5. ภูฏานของเจ้าชายจิ๊กมี่
6. โปรแกรมเก็บตกอื่น ๆ เช่นฮอกไกโด แคชเมียร์ หรือชินเกียง ฯลฯ

จะว่าไปแล้วงบประมาณเท่านี้ให้คุณไปเที่ยวยุโรป ซึ่งสามารถไปเที่ยวได้ตั้งแต่งบ 50000 บาทปลาย ๆ โดยการเลือก สายการบินที่ไม่แพงนักแล้ว ก็มีการจัดโปรโมชั่น อาทิ Turkish EVA และ Finnair โดยราคาที่ว่าให้คุณไปเที่ยวในโปรแกรมมาตรฐานอย่างเช่น สวิส อิตาลี และฝรั่งเศสได้เลย แต่ถ้าแพงขึ้นมาหน่อย ก็จะเป็นพวกทริปแกรนด์ทั้งหลาย เช่น แกรนด์อิตาลี แกรนด์อังกฤษ แกรนด์สวิส หรือแกรนด์เยอรมัน ฯลฯ

งบประมาณมากกว่า 100,000 บาท

ด้วยงบประมาณขนาดนี้ จะไปไหนก็ไม่ยากแล้ว โดยเส้นทางทริป ได้แก่

1. เส้นทางไปอเมริกาทุกทริปจะเกิน 100,00 บาท อาจมีบ้างที่ถูกกว่าแต่ก็หาได้ยากมาก
2. เส้นทางไปอเมริกาใต้ทุกเส้นทาง
3. เส้นทางล่องเรือรำราญทั้งอลาสก้า ทะเลแคริบเบียน หรือสแกนดิเนเวีย
4. ยุโรปเส้นทาง เช่น ไอซ์แลนหรือสแกนดิเนเวีย ฯลฯ

ที่มา thaiza.com

ม.ค.
22

อัศจรรย์ใจ ไหว้พระธาตุพนม

Written by คุณสาระ ชอบช่วย

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม 2553


ในสมัยโบราณ บรรดาชาวพุทธในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยและในประเทศลาว เชื่อถือสืบ ๆ กันมาว่า ถ้าใครมีโอกาสเดินทางไปไหว้พระธาตุพนมอันศักดิ์สิทธิ์ ถวายเครื่องสักการะบูชาหน้าองค์พระธาตุพนม จิตใจจะสงบเยือกเย็นอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง ถ้ายังไม่บรรลุนิพพานในชาตินี้ เมื่อตายแล้ววิญญาณก็จะได้ไปสู่สวรรค์ ชาวพุทธในถิ่นนี้ถือกันว่าองค์พระธาตุพนมไม่เพียงแต่จะเป็นเจดีย์ที่บรรจุ พระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเมื่อยังทรงพระชนม์อยู่ ได้ทรงเสด็จมาประทับแรมอยู่หนึ่งราตรี ประเพณีนมัสการพระธาตุพนม เป็นประเพณีประจำปีสมโภชองค์พระธาตุพนมปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ของประชาชนไทย -ลาวสองฟากฝั่งโขง ในวันงานประชาชนจากทั่วทุกสารทิศของไทยและชาวลาวต่างเดินทางกันมาร่วม พิธีกรรมมากมาย งานมหรสพสมโภชคึกคักสนุกสนานจัดเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน

นายพงษ์ศิริ กุสุมภ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม กล่าวว่า จังหวัดนครพนม ร่วมกับ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ททท.สำนักงานนครพนม หน่วยงานภาครัฐและเอกชน กำหนดจัดงานบุญยิ่งใหญ่ “งานนมัสการพระธาตุพนม ประจำปี 2553” ระหว่างวันที่ 23-31 ม.ค. 2553 บริเวณวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เพื่อเป็นการดำรงพุทธศาสนา และสืบสานประเพณีท้องถิ่นอันดีงามของชาวนครพนมที่มีมาแต่โบราณ ซึ่งจัดประจำทุกปีในวันขึ้น 8 ค่ำ ถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 3 รวม 9 วัน 9 คืน และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดนครพนมให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย มากยิ่งขึ้น ภายในงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันเปิดงานวันที่ 23 มกราคม 2553 เวลา 08.00 น. จะประกอบพิธีอัญเชิญพระอุปคุตจากริมแม่น้ำโขงแห่ไปวัดพระธาตุพนม พิธีคารวะองค์พระธาตุพนม ถวายข้าวพีชภาค การแห่กองบุญ (ผ้าป่า) รอบองค์พระธาตุพนม จากนั้นจะนำไปถวายวัด การเวียนเทียนรอบองค์พระธาตุพนม นอกจากนี้ยังมีการรำบูชาพระธาตุพนม การออกร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองและสินค้านานาชนิด การละเล่นพื้นเมือง การแสดงมหรสพสมโภชตลอดงาน เป็นต้น พุทธศาสนิกชนสามารถเดินเที่ยวชมงานได้ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน

นายวิชุกร กุหลาบศรี ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานนครพนม ฝากเชิญชวนให้ ไปเที่ยวงานนมัสการพระธาตุพนม ประจำปี 2553 ซึ่งพระธาตุพนมเป็นพระธาตุประจำปีของผู้ที่เกิดปีวอก และเป็น 1 ในเส้นทางไหว้พระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ เชื่อว่าผู้ใดได้ไปนมัสการจะได้รับอานิสงส์มีผู้คนให้ความเคารพนับถือ นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวจะได้เลือกชิมมันแกวหวานสด ๆ จากไร่ริมแม่น้ำโขงที่กำลังออกผลผลิตซึ่งเกษตรกรได้นำมาจำหน่ายทั่วไปทั้งใน บริเวณวัดและตามถนนหนทางรอบ ๆ วัดพระธาตุพนมด้วย อีกทั้งยังสามารถเดินทางไปไหว้พระธาตุวันเกิดอีก 6 พระธาตุในจังหวัดนครพนม และเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงของจังหวัดนครพนม สกลนคร มุกดาหาร  ก่อนเดินทางนักท่องเที่ยวสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและตัวอย่างเส้น ทางท่องเที่ยวได้ที่ ททท.สำนักงานนครพนม โทร 042 513 490 เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น.  เว็บไซต์กลุ่มจังหวัดสนุก www.tatsanuk.com

สำหรับคำบูชาพระธาตุ ให้ตั้งนะโม 3 จบ แล้วกล่าว ปันนะศิริสะมิง ปัพพะเต อุตะมังธาตุ เหทะยัง วะละจิตตัง เสฐะวะรัง อะหังวันทามิ สัพพะทา

deflying@gmail.com

สนับสนุนโดย

ม.ค.
19

ที่พักแสนอบอุ่นที่ เคียงดาวรีสอร์ท : รีสอร์ท ที่พัก เที่ยว ท่องเที่ยว โรงแรม

Written by Wannakorn

เคียงดาว

รีสอร์ทเล็ก ๆ ที่อบอุ่น แฝงตัวอยู่ท่ามกลางทิวเขา แมกไม้ และสายหมอก มนต์เสน่ห์แห่งเมืองเหนือ ที่พร้อมให้คุณพักผ่อนในบรรยากาศเป็นกันเอง เสมือนหนึ่งเป็นบ้านของคุณ กลางคืน…นอนนับดาวที่กระจายตัวอยู่เต็มผืนฟ้า กลางวันสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ท่ามกลางไม้ใหญ่และสวนผลไม้เขียวขจี

เคียงดาวรีสอร์ท จึงเป็นสถานที่ที่พร้อมสุดสำหรับ วันพักผ่อนอันมีค่าของคุณ และคนที่คุณรัก ห้องพักในรูปแบบของเรือนรับรอง ภายใต้ชื่อ บ้านอิงฟ้า บ้านอิงเขา และบ้านอิงน้ำ จำนวน17 ห้อง และยังมีบ้านที่สร้างด้วยดินจำนวน 6 หลัง ตั้ง อยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขา เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเป็นธรรมชาติ เน้นความเรียบง่ายโปร่งสบายด้วยระเบียงหน้าบ้าน ด้านหน้า ด้านหลัง ให้ผู้ที่มาพักสัมผัสกับความงดงามและต้นไม้เขียวขจีรอบ ๆ บริเวณได้อย่างเต็มที่

เพื่อให้การต้อนรับเป็นไปอย่างอบอุ่นและทั่วถึง  “เคียงดาว รีสอร์ท” จึงจัดเตรียมที่พักสำหรับผู้มาเยือน เพียง 60 ท่าน พร้อมบริการห้องจัดเลี้ยง และห้องสัมมนาที่สมบูรณ์แบบ สามารถบรรจุผู้เข้าอบรมได้ 80-100 ท่าน พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน และสิ่งสำคัญที่สุด เราได้รับการยอมรับจากผู้ที่มาเยือนว่า เจ้าหน้าที่ทุกคนของเคียงดาวรีสอร์ทให้บริการ “ด้วยใจ” ผสมผสานกับความอ่อนหวานของวัฒนธรรมชาวเหนือที่ท่านจะประทับใจไปอีกนานแสน นาน…

เคียงดาว

เคียงดาว

ขอขอบคุณ สนุกดอทคอม

ม.ค.
14

เที่ยวเชิงเกษตรที่ตำบลชะอม สระบุรี : เที่ยวเชิงเกษตร ที่เที่ยวเชิงเกษตร ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร

Written by Wannakorn

เที่ยวเชิงเกษตร ชมและทำไม้ขุดล้อมแหล่งใหญ่ที่สุดของเมืองไทย ที่ตำบลชะอม สระบุรี

ทริปนี้เราพาไปท่องเที่ยวเชิงเกษตรชมไม้ขุดล้อมในพื้นที่อันกว้างใหญ่ที่สระบุรี ซึ่งถือว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านอัน ทรงคุณค่าอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย ที่สร้างผลิตภัณฑ์จากการทำไม้ขุดล้อมจนกลายมาเป็นอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบ ครัว  เป็นครอบครัวไม้ขุดล้อมครอบครัวใหญ่ในหลายหมู่บ้านใน ตำบลชะอม และเป็นแหล่งไม้ขุดล้อมแหล่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีพันธุ์ไม้ขุดล้อมมากมายหลายพันธุ์ที่ออกจากตำบลแห่งนี้กระจายไปในทุก ภูมิภาคของไทยและยังไปไกลถึงต่างประเทศ  จนในทุกวันนี้กลายเป็นอาชีพหลักที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในหลายครัว เรือนในตำบลชะอม อำเภอแก่งคอยจังหวัดสระบุรีค่ะ เราเข้าไปเที่ยวชมกันเลย

สวนแป้วพันธ์ไม้ สวนแป้วพันธุ์ไม้

ทริปนี้ เราพาเข้าสวนลุยทำไม้ขุดล้อม พร้อมกับชื่นชมกับความภาคภูมิใจของการพึ่งพาตนเองของชาวบ้านทำไม้ขุดล้อม ที่หมู่บ้าน ชะอม โดยมีคุณป้าเจริญสุขและคุณลุงหม่อมชาวบ้านที่ทำไม้ขุดล้อมเป็นอาชีพหลักมา อย่างยาวนาน และเริ่มทำไม้ขุดล้อมในยุดแรก ๆ ช่วยแนะนำขั้นตอนต่าง ๆ  ในสมัยก่อนนั้นการทำไม้ขุดล้อมยังไม่มีคนทำมากนัก มีเป็นบางบ้านเท่านั้นที่ทำเป็นอาชีพหลัก   บริเวณตำบลชะอมแห่งนี้มีพื้นที่ปลูกไม้ขุดล้อมพันธุ์ต่าง ๆ มากจริง ๆ ค่ะ

สวนแป้วพันธุ์ไม้ สวนแป้วพันธุ์ไม้

ใน ปัจจุบันจะมีพันธุ์ไม้หลายชนิดที่ปลูกไว้เพื่อมาทำไม้ขุดล้อมมากมายหลายชนิด อาทิ อินทนิล ตะแบก ราชพฤกษ์ นนทรี พญาสัตบัน เหลืองสิรินธร คูน ประดู่ หางนกยุง เป็นต้น  ถือว่าการทำไม้ขุดล้อมมีขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยากพอสมควรกว่าจะได้จำหน่ายถือ ว่าต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก ขอยกย่องชาวสวนไม้ขุดล้อมใน ต.ชะอม ด้วยนะคะเก่งและมีความอดทนมากค่ะ การเที่ยวเชิงเกษตรของเราทริปนี้ถือว่าคุ้มค่ะได้ทั้งความสนุกสานานเพลิด เพลินได้ทั้งความรู้ใหม่ ๆ ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงอีกด้วย ได้สัมผัสกับอากาศที่แสนบริสุทธิ์ เป็นการเที่ยวที่ออกรสชาติพอสมควรค่ะ

การเดินทางก็ไม่ยากค่ะจากตัวเมือง สระบุรีใช้เส้นทาง สระบุรีนครนายก บริเวณแยกอำเภอแก่งคอยไปอำเภอบ้านนา ทางหมายเลข 3222 ตรงไปประมาณ 12 กิโลเมตรก็จะถึงตำบลชะอม โดยสังเกตจากแผงต้นไม้ขุดล้อมที่เรียงรายกันอยู่สองข้างทาง เต็มพื้นที่ นั่นแหละใช่เลยค่ะนอกจากนั้นยังใกล้กับสถานทีท่องเที่ยวในอีกหลายแห่งเช่น น้ำตกสามหลั่น,น้ำตกเจ็ดสาวน้อย ,น้ำตกโกรกอีดก,น้ำตกเจ็ดคต เชิญแวะท่องน้ำตกสระบุรีกันต่อได้เลย หรืออยากทำบุญก็เชิญที่วัดป่าสว่างบุญด้านในวัดมีมหาเจดีย์ 500 ยอดให้เราได้ชมอีกด้วยซึ่งมีสวยงามเป็นอย่างมาก

ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ม.ค.
14

ชมวิว 360 องศา บนยอดเขาย่า : เขาค้อ พระตำหนัก พระตำหนักเขาค้อ เขาย่า จังหวัดเพชรบูรณ์

Written by Wannakorn

พระตำหนักเขาค้อ

ชมวิว 360 องศา บนยอดเขาย่า นิยามของความสวยงามบทพิสูจน์แห่งความแข็งแกร่ง ที่พระตำหนักเขาค้อเพชรบูรณ์

ไม่ ว่าเราจะมาฤดูกาลไหน ๆ พระตำหนักเขาค้อที่ตั้งอยู่บนเนินเขาย่าซึ่ง เป็นจุดสูงสุดของเขาค้อก็เต็มไปด้วยอากาศดี ๆ ให้เราได้สัมผัส มีสายลมวิ่งวนผ่านทิวสนต้นสีทองเสียงดังเสนาะหูรู้สึกได้ถึงความสดชื่น นอกจากนั้นยังมองเห็นทัศนียภาพได้อย่างสวยงาม และเป็นบทพิสูจน์แห่งความแข็งแกร่งด้วยการเดินตามรอยนักรบเขาค้อขึ้นไปพิชิต ยอดเขาย่าเพื่อชมวิว 360 อาศา เมืองเขาค้อหรือ สวิทเซอร์แลนด์เมืองไทยค่ะ

อำเภอ เขาค้อนั้นเป็นดินแดนทางประวัติศาสตร์ทางการทหารของเมืองไทยอีกแห่งหนึ่ง  มีภูมิประเทศที่สวยงามเป็นที่ราบเชิงเขาและภูเขาสูงสลับสับซ้อนมากมาย อากาศเย็นและเต็มไปด้วยหมอกขาวแทบทั้งปี และยิ่งถ้าเป็นในฤดูหนาว เมืองเขาค้อแห่งนี้จะเต็มไปด้วยทะเลหมอกทั้งเมืองและอากาศหนาวเหน็บเป็น แหล่งท่องเที่ยวที่ เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ จนได้รับการขนานนามว่าเป็นสวิทเซอร์แลนด์ของเมืองไทย นอกจากนั้นยังมีสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ หลายแห่งให้เราได้เข้าไปเยี่ยมชม เที่ยวเขาค้อคราวนี้เราพาท่องเมืองเขาค้อกันถึงสามที่สามแบบเราเริ่มด้วยการ ไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก เจดีย์ขนาดใหญ่บนเนินเขาสูง จากนั้นขึ้นไปรับอากาศดี ๆ ชมทิวสนต้นสีทองและดอกไม้สวย ๆ ที่พระตำหนักเขาค้อ ส่งท้ายด้วยการเดินตามรอยนักรบเขาค้อพิชิตยอดเขาย่า เพื่อชมวิวสวย ๆ เมืองเขาค้อแบบ 360 องศาค่ะ

พระตำหนักเขาค้อ

ดอกไม้พระตำหนัก

ม.ค.
14

ชมผืนพรมทะเลหญ้าเขียวขจี ที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง : ทุ่งแสลงหลวง อุทยานแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ทะเลหมอก

Written by Wannakorn

ทุ่งแสลงหลวง

ทุ่งแสลงหลวง ย่างเข้าต้นฤดูฝนท้องทุ่งทะเลหญ้าขนาดใหญ่เริ่มแตกใบเขียวขจีประดุจดังพื้นพรมธรรมชาติสีเขียวที่ปกคลุมไปทั่วทั้งอุทยานยามแรกเช้า เต็มไปด้วยม่านหมอกสีขาวโพลน สวยงามราวทะเลหมอกยามย่างเข้าหนาว ดอกไม้ป่า เริ่มชูช่อรับแสงอรุณในเช้าวันใหม่ ที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยหยดน้ำค้างอันสดใส ทั้งเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่สวยงาม และในยามเข้าหน้าแล้งท้องทุ่งทะเลหญ้าเริ่มผลัดเปลี่ยน ใบเป็นที่เหลืองเต็มท้องทุ่งสวยงามราวกับทุ่งหญ้าสะวันนาอันกว้างใหญ่ที่ แอฟริกา

อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงมีแหล่งท่องเที่ยวทาง ธรรมชาติหลายแห่ง โดยเฉพาะทุ่งแสลงหลวง ตั้งอยู่ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่สล. 8 (หนองแม่นา) ซึ่งเป็นทุ่งหญ้าที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นทุ่งหญ้าสะวันนาของเมืองไทย และที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่สล. 8 (หนองแม่นา) นอกจากทุ่งสแลงหลวงแล้วก็ยังมีทุ่งนางพญา ทุ่งโนนสน แก่งวังน้ำเย็น เส้นทางเข้าไปยังแหล่งท่องเที่ยวแต่ละที่เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่สวยงาม ทุกฤดูกาล โดยเส้นทางจะผ่านเข้าไปในทะเลหญ้าต้นสูงท่วมหัวสามารถเดินทางโดยรถยนต์ จักรยาน หรือแม้แต่เดินเท้าก็สามารถทำได้ เป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวที่สนุกสนานและได้อยู่กับธรรมชาติ

ยามเช้ามืดที่ทุ่งแสลงหลวงปกคลุมไปด้วยสายหมอกขาวโพลนเต็มไปหมดราวกับหน้าหนาว มีละอองหมอกปลิวเต็มอากาศ กว่าที่จะเห็นพระอาทิตย์ ก็กินเวลาไปประมาณ 8 นาฬิกาเป็นเช้าที่สดใสและอากาศดีสุด ๆ หลังจากม่านหมอก ผ่านไปทุ่งแสลงหลวงก็เต็มไปด้วยสีเขียวขจีของทุ่งหญ้า สลับไปกับต้นสนและไม้ดัดธรรมชาติ มองดูสุดลูกหูลูกตา ใบหญ้าชุ่มฉ่ำไปด้วยหยดน้ำค้างที่ใสสะอาดราวเม็ดเพชร ทุ่งหญ้าในยามหน้าฝนเต็มไปด้วยความชุ่มชื้นสีเขียวขจีและหมอกไอสวยงามไม่แพ้ ในหน้าแล้ง บริเวณด้านหน้าทุ่งแสลงหลวงเป็นต้นสนสูงใหญ่ ที่เต็มไปด้วยสายหมอกแทบมองไม่เห็นทาง เมื่อเดินเข้าไปก็หายตัวไปกับสายหมอกในทิวสนได้เลย

หมอกทุ่งแสลงหลวง

ทุ่งแสลงหลวง มีเนื้อที่ประมาณ 10 ตารางกิโลเมตร เป็นทุ่งหญ้าสะวันนาที่สลับไปกับเนินเขาที่สลับซับซ้อนแซมไปด้วยไม้ดัด ธรรมชาติ แวดล้อมด้วยป่าเต็งรังสลับกับป่าสนเขาและป่าดิบแล้งที่สมบูรณ์ มีดอกไม้ป่า สีสันสวยงามมากมาย ทุ่งหญ้าสะวันนาธรรมชาติแห่งนี้จะเปลี่ยนสีสันความสวยงามไปตามฤดูกาล เมื่อถึงฤดูฝนทุ่งหญ้าจะเป็นสีเขียวขจีมองแล้วสบายตาและในยามเข้าสู่ฤดูแล้ง ผืนป่าจะเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองและสีแดง ในทั่วบริเวณเราอาจพบเห็นสัตว์ป่าที่ออกมาหากินอยู่เป็นประจำได้อีกด้วย เป็นท้องทุ่งทะเลหญ้าที่สวยงามตามฤดูกาล เป็นภาพความสวยงามที่แตกต่างแต่อยู่ในที่เดียวกัน คือทุ่งแสลงหลวงค่ะ และที่ทุ่งแสลงหลวงมีกิจกรรมในการท่องเที่ยวให้เราได้สนุกสนานเพลิดเพลินท้าทายมากมาย อาทิเช่นเดินป่า,ปั่นจักรยาน,ออกกำลังกาย,ออฟโรต

ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่สล. 8 (หนองแม่นา) นอกจากทุ่งแสลงหลวงที่เราจะได้ชมทุ่งหญ้าสวยงามแล้ว ถัดเข้าไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ก็มีทุ่งหญ้าที่เขียวขจีสวยงามไม่แพ้กันอีกสองแห่ง คือทุ่งนางพญาและทุ่งโนนสน และแก่งวังน้ำเย็น โดยทุ่งนางพญาเข้าไปประมาณ 14 กิโลเมตร และทุ่งโนนสนเข้าไปอีกประมาณ 17 กิโลเมตร แก่งวังน้ำเย็นเข้าไปอีกประมาณ 7 กิโลเมตร

ทุ่งนางพญา เป็นทุ่งหญ้าที่โอบล้อมด้วยป่าสนสองใบสลับไปกับป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง ตามกิ่งก้านสาขาจะพบกล้วยไม้อิง อาศัยสวยงามหาชมได้ยาก คือเอื้องชะนี เอื้องคำปากไก่และในช่วงปลายฝนต้นหนาว ในยามเช้าจะมีสายหมอกไหลเอื่อย ๆ เป็นธรรมชาติที่งดงามมาก ๆ

ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ม.ค.
13

พาเที่ยว ขอพร 9 วัด : พระ ไหว้พระ วัด ทำบุญ ไหว้พระ 9 วัด

Written by Wannakorn

นอกจาก การทำบุญด้วยเงินทองแล้ว การคิดถึงสิ่งดี ๆ เช่นการเข้าวัดขอพรที่ดีงามให้แก่ตนเองและผู้อื่น ก็ถือว่าเป็นการทำบุญที่เสริมสิริมงคลให้กับชีวิตเราอย่างมากเลยค่ะ

สถาน ที่ศักสิทธิ์ทั้ง 9 นี้แห่งล้วนแต่มีชื่อเสียงและเลื่องลือมานักต่อนักว่าสามารถขอพรได้ดั่งใจ ซึ่งก่อนจะไหว้พระขอพรพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ควรรู้ไว้สักนิดนะคะว่าวัดใดควรแก่การขอพรเรื่องไหน ทั้งนี้ก็เพื่อสิริมงคลที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไปของคุณ

1. วัดพระแก้ว ขอพรให้ร่ำรวยแก้วแหวนเงินทอง
2. ศาลหลักเมือง ขอพรให้ได้ประกอบสัมมาชีพ ประสบความสำเร็จถึงหลักชัยแห่งชีวิต
3. วัดโพธิ์  ขอพรให้มีชีวิตที่ร่มเย็นเหมือนอยู่ใต้ร่มโพธิร่มไทร
4. ศาลเจ้าพ่อเสือ ขอพรให้มีโชคลาภ เฮง ๆ ตลอดปี
5. วัดสุทัศน์ ขอพรให้มีสติสัมปชัญญะ ทัศนะ ถูกต้องดีงาม
6. วัดบวรนิเวศวิหาร ขอพรให้พ้นภัย ผ่อนเคราะห์หนักเป็นเบา
7. วัดชนะสงคราม ขอพรให้มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง
8. วัดระฆังโฆสิตาราม ขอพรฟรีสไตล์ตามปรารถนา
9. ภูเขาทอง วัดสระเกศ เป็นการขอพรที่สูงสุดของวัน เพราะเป็นการบูชาต่อพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์ เพื่อขอพรให้มีดวงตาเห็นธรรม

ม.ค.
12