สาเหตุการสูญเสียลูกค้าออนไลน์ : ลูกค้า ลูกค้าออนไลน์ ออนไลน์ เสียลูกค้า เสียลูกค้าออนไลน์ นักการตลาด การตลาด

Written by Ju_Writer

สังคมปัจจุบันก้าว เข้าสู่สังคมออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ มีการสื่อสารผ่าน Social Network โดยมีเว็บไซต์เป็น สื่อกลางในการสื่อสาร ทำให้นักการตลาด เห็นถึงความสำคัญในตรงนี้เพิ่มมากขึ้น โดยจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มากขึ้นและเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ทำให้ลูกค้าออนไลน์ได้รับประสบการณ์ใหม่และความสะดวกมากขึ้น มากกว่าที่เคยได้รับจากธุรกิจ Offline แบบ เดิม ๆ

นักการตลาดในปัจจุบันมีการนำเสนอสินค้า และบริการให้กับลูกค้าออนไลน์ จนลืมนึกถึงความพอดี บางคนโทรไปนำเสนอแท้ ๆ แต่เหมือนโทรไปบังคับลูกค้า จนเป็นสาเหตุทำให้ลูกค้ารำคาญเอาได้ง่าย ๆ ยิ่งนักการตลาดบางคนก็นำเสนอสินค้า หรือโฆษณาออนไลน์มากเกินไป เพื่อให้เกิดความน่าสนใจ แต่ผลที่ได้กลับมา กลายเป็นทำให้ลูกค้ายกเลิกการใช้บริการของเว็บไซต์

จากผลการสำรวจของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในสหรัฐอเมริกา กว่า 1,000 ผู้ตอบแบบสำรวจ พบว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ยังคงสนใจโฆษณาแบนเนอร์แต่ต้องเป็นโฆษณาที่ สัมพันธ์กับความต้องการและความสนใจด้วย โดยร้อยละ 52 ยินดีที่จะคลิกที่โฆษณาแบนเนอร์ ถ้ามันตรงตามความต้องการ

และจากการสำรวจเดียวกัน โดย Ponemon Institute พบว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตร้อยละ 45 ยินดีที่จะให้ข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้น ถ้าข้อมูลส่วนบุคคลนั้นนำมาใช้เพื่อการนำเสนอบริการ หรือโฆษณาที่ตรงตามความต้องการได้มากขึ้น แต่ร้อยละ 55 ยินดีให้เว็บไซต์มีเทคโนโลยีในการติดตามพฤติกรรมของตัวเองเพื่อการนำเสนอ บริการและโฆษณาที่ตรงตามความต้องการ มากกว่าการป้อนข้อมูลส่วนบุคคล

จะเห็นได้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่มีความไว้วางใจ และยินดีกับบริการที่ทางเว็บไซต์ได้ให้บริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้า แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่า คือการรักษาลูกค้ากลุ่มนี้ให้อยู่กับเราต่อไป และวิธีไหนบ้างที่จะทำให้ไม่สูญเสียกลุ่มลูกค้าออนไลน์ไป ส่วนสาเหตุอะไรบ้างที่จะทำให้คุณสูญเสียลูกค้าไป ซึ่งควรหลีกเลี่ยง มีดังนี้

อ่านต่อ ….

ที่มา : ezyjob

ธ.ค.
27

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย : เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย รักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ การจ้างงาน

Written by Ju_Writer

อาชีพเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เป็นอาชีพที่มีความสำคัญโดยเฉพาะกับโรงงานขนาดใหญ่ ทึ่ต้องมีการจัดวางมาตรการการรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นทั้งกับตัวบุคคลและตัวโรงงานเอง จึงต้องมีการคัดเลือกผู้ที่จะมาทำหน้าที่นี้อย่างเคร่งคัด
โรงงานแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน บางแห่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทำงานปติ คือ 8-9 ชั่วโมงต่อวัน แต่โรงงานบางแห่งอาจเปิดทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งก็ต้องมีการแบ่งงานกันทำเป็นกะทั้งกะกลางวัน และกะกลางคืน กะละไม่เกิน 8-9 ชั่วโมงตามความเหมาะสม

สำหรับเงินเดือน ก็จะได้รับตามแต่ละสถานประกอบการ ถ้าทำในหน่วยงานรัฐบาลก็จะได้รับเงินเดือนตามวุฒิการศึกษาและตามประสบการณ์ สำหรับภาคเอกชนจะได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าประมาณ 2 เท่า และมากกว่าพนักงานระดับเดียวกันในแผนกอื่น ๆ รวมทั้งสวัสดิการอื่น ๆ ที่พึงจะได้รับอีก

สถานที่ปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย อาจปฏิบัติหน้าที่ภายในตัวอาคาร หรือกลางแจ้งที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพทั้งทางร่างกาย จิตใจและชีวิต เช่น สถานที่ก่อสร้าง ซึ่งเสี่ยงกับอุบัติเหตุอันตรายที่จะเกิดขึ้นสูง จึงต้องมีความระมัดระวังในการปฎิบัติหน้าที่เป็นอย่างมาก โดยผู้ปฏิบัติงานอาชีพนี้อาจต้องใช้เครื่องป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่ได้มาตรฐาน เช่น แว่นตา หมวกนิรภัย เครื่องป้องกันหน้า เป็นต้น


คุณสมบัติของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

ผู้ที่ปฏิบัติอาชีพ นี้ในระดับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับวิชาชีพ ที่ต้องปฏิบัติงานในสถาน ประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

1. สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี สาขาชีวอนามัย หรือเทียบเท่า หรือสาขาอื่นที่มีหลักสูตรเกี่ยวกับคงวามปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อม ในการทำงาน หรือสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับประกาศนีบัตรวิชาชีพชั้นสูง

2. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยจะต้องเข้ารับการอบรมตามหลักสูตรการอบรม ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยใหม่ ลงวันที่ 31 มีนาคม 2540
หลังจากกฎหมายได้บังคับใช้ ทำให้สถานประกอบการทุกแห่งทั่วประเทศที่มีพนักงานหรือลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ต้องทำการว่าจ้างเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับวิชาชีพทุกองค์กร จึงทำให้ตลาดแรงงานในอาชีพนี้มีความต้องการบุคลากรประเภทนี้อยู่มาก


ที่มา : ezyjob.com

ธ.ค.
21

ยุทธวิธี ‘อาหารพื้นถิ่น’

Written by คุณสาระ ชอบช่วย

วันเสาร์ ที่ 06 กุมภาพันธ์ 2553

“SMEs ยุทธวิธีเศรษฐีใหม่” เสาร์นี้มาดูยุทธวิธีธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารพื้นถิ่นอย่าง “ข้าวแต๋น” แห่งเมืองลำปาง จากการเปิดเผยของ สุธาณี เยาวพัฒน์ กรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนสามัญข้าวแต๋นแม่บัวจันทร์ 2 และประธานกลุ่มข้าวแต๋นน้ำแตงโม บ้านทุ่งม่านเหนือ ต.บ้านเป้า อ.เมือง จ.ลำปาง  
   
สุธาณีเล่าว่า ข้าวแต๋นน้ำแตงโมเกิดขึ้นเมื่อปี 2538 โดยเป็นสูตรของพี่สาวของแฟน ซึ่งตอนนั้นตนทำงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย แต่มีความตั้งใจแต่เริ่มแรกแล้วว่าจะทำข้าวแต๋นน้ำแตงโมของลำปางให้เกิดให้ได้ ซึ่งเมื่อมีเป้าหมายแล้ว ก็ต้องวางแผนอย่างเป็นระบบ โดยใช้หลัก “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บนพื้นฐาน 3 ห่วง 2 เงื่อนไข กำกับการทำธุรกิจ
   
“เพราะแม้ว่าเราต้องการจะโต แต่เราต้องการโตบนพื้นฐานของความมั่นคง ไม่ได้โตแบบก้าวกระโดด โดยที่ไม่มีอะไรมารองรับ หากวันหนึ่งถ้าเกิดอะไรขึ้น เราจะได้ไม่เจ็บตัวมาก”
   
การทำธุรกิจข้าวแต๋นในยุคแรกนั้น ก็เหมือนกับเป็นการทำธุรกิจสินค้าอื่น ๆ แต่เจ้าของธุรกิจรายนี้ก็ยึดหลัก “รู้จริง เข้าใจ และพัฒนา” ทำให้มีความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจข้าวแต๋นอย่างจริงจัง และเป็นข้อพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งว่าแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงนั้นใช้ได้ผลจริง และกับทุก ๆ ธุรกิจด้วย
   
เมื่อมีความรู้เรื่องข้าวแต๋นจริง มีความเข้าใจในสินค้าตัวนี้จริง ขั้นต่อไปคือการพัฒนาสินค้า โดยมีการวิจัยขนมอย่างต่อเนื่อง โดยข้าวแต๋นนี้ได้รับการรับรองว่าเป็นขนมพื้นบ้านบริโภคเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดลำปาง และในเมื่อต้องการจะทำธุรกิจข้าวแต๋นนี้ให้เติบโต ก็ต้องมีการต่อยอด ด้วยการรวมกลุ่ม และเปิดสอน  ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการสอนการทำข้าวแต๋นไป 853 ราย และจำนวน 327 รายสามารถทำเป็นธุรกิจส่วนตัวได้แล้ว
   
สุธาณีเล่าต่อไปว่า แม้ว่าพื้นฐานจะแข็งแรงเท่าใดก็ตาม เมื่อจะขยายธุรกิจก็เป็นเรื่องปกติที่จะต้องขอกู้มาเพื่อขยายโรงงานผลิต แต่ปรากฏว่าในช่วง พ.ศ. 2540 ซึ่งเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศไทย ก็ส่งผลกระทบกับการขยายธุรกิจข้าวแต๋นโดยทันที เพราะการทำเรื่องกู้เงินจากสถาบันการเงินนั้น แม้จะเป็นจำนวนไม่กี่หมื่นบาท แต่ก็ไม่ผ่าน ไม่ได้รับการอนุมัติให้กู้เงิน แต่โชคดีที่มีธนาคารรัฐแห่งหนึ่งยอมให้กู้เงิน จึงขยายธุรกิจได้
   
ทำให้ฝันร้ายในช่วงนั้นเป็นฝันร้ายเพียงแค่ช่วง สั้น ๆ เท่านั้น
   
ทั้งนี้ “ในวิกฤติก็ย่อมมีโอกาสเสมอ” ซึ่งกับคนทำธุรกิจข้าวแต๋นรายนี้ เจ้าตัวบอกว่า เมื่อพอจะตั้งตัวขึ้นมาได้ จึงได้พัฒนาข้าวแต๋น จากข้าวแต๋นรูปร่างหน้าธรรมดา ก็พัฒนาให้มีจำนวนรูปร่างที่มากขึ้นถึง 27 รูปแบบ และยังเพิ่มรสชาติให้มีถึง 39 รสชาติ เพื่อให้เป็นทางเลือกในการพัฒนา โดย 13 รสชาตินั้นเป็นรสชาติที่สามารถส่งออกไปขายต่างประเทศ และได้รับความนิยมจากชาติในเอเชียค่อนข้างมาก
   
“เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้น ด้วยการพัฒนารอไว้แล้ว จึงเป็นช่วงที่ข้าวแต๋นน้ำแตงโมของเราเริ่มเป็นที่รู้จักแล้ว เพราะเราทำการตลาดอย่างต่อเนื่องมาตลอด เช่น การออกบูธเพื่อทำการแนะนำสินค้า เพื่อเป็นการกระจายสินค้าไปสู่ผู้คนทุกระดับให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้” สุธาณีระบุ และว่า...
   
พร้อมกันนี้ ยังมีการปรับกลยุทธ์การตลาดเพิ่มเติมด้วย คือจากเดิม 4 พี ก็ปรับเพิ่มเป็น 8 พี (Product, Price, Place, Promotion, Position, People, Packaging, Prepare) ซึ่งทำให้ธุรกิจข้าวแต๋นน้ำแตงโมกลายเป็นธุรกิจที่มียอดขายสินค้าเพิ่มขึ้นทุกปี และเป็นที่รู้จักในวงกว้าง.

สนับสนุนโดย

ก.พ.
08

พลิกปูม-วิชั่นเบอร์ 1 ธ.ก.ส.

Written by คุณสาระ ชอบช่วย

วันอาทิตย์ ที่ 07 กุมภาพันธ์ 2553


'ลักษณ์ วจนาวัช' บนวิถี 'นายแบงก์ชุมชน'
   
“จะน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงหลักการบริหารจัดการที่ดี ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนภารกิจองค์กร ธ.ก.ส. อย่างบูรณาการ เพื่อพัฒนาภาคการเกษตรและภาคชนบทของไทย”
   
...นี่เป็นการระบุของ “ลักษณ์ วจนานวัช” ผู้จัดการ ธ.ก.ส. หรือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร คนปัจจุบัน ซึ่งกับภารกิจต่าง ๆ ที่ผู้จัดการ ธ.ก.ส.คนนี้ได้ทำไปแล้วหลังรับตำแหน่ง และที่กำลังจะเร่งทำนับจากนี้ไป ต้องถือว่าล้วนมีผลต่อ “วิถีชีวิตของคนไทยในชนบท” จำนวนมาก

ลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. คนปัจจุบัน กับปูมหลังนั้น เขาเกิดเมื่อ 3 พ.ค. 2500 ปัจจุบันก็วัยใกล้ 53 ปี ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ผ่านชีวิต ผ่านประสบการณ์มามาก แต่ก็ยังกระฉับกระเฉงกับภารกิจ
   
ในด้านการศึกษาที่ถือว่าเกี่ยวข้องยึดโยงกับภารกิจหน้าที่ ผู้จัดการ ธ.ก.ส.คนนี้มีดีกรีน่าสนใจ กล่าวคือ...ปี 2522 สำเร็จการศึกษา วิทยาศาสตรบัณฑิต (เกษตรศาสตร์) จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ปี 2528 สำเร็จการศึกษา วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยแห่งกรุงดับลิน (Trinity College) ประเทศสาธารณรัฐไอร์แลนด์ นอกจากนี้ ในปี 2534 ก็ผ่านการอบรมการจัดการธุรกิจสำหรับผู้บริหารระดับสูง (Management for General Manager) จากประเทศเนเธอร์แลนด์
   
และปี 2552 ที่ผ่านมาก็ยังผ่านการอบรมหลักสูตรการบริหารจัดการระดับสูง (Advanced Management Program) จากประเทศสหรัฐอเมริกา (Harvard Business School) ด้วย
   
ก็ต้องถือว่ามีดีกรีไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
   
ขณะที่ด้านตำแหน่งหน้าที่ที่ผ่านมาของ ลักษณ์ วจนานวัช คนนี้ ช่วงปี 2522-2527 เป็นพนักงานแผนงาน กองโครงการ, ปี 2527-2531 เป็นพนักงานงบประมาณ กองงบประมาณและแผนงาน, ปี 2531-2535 เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการกองงบประมาณและแผนงาน, ปี 2536-2537 เป็นผู้อำนวยการกองแผนงานและงบประมาณ, ปี 2537-2541 เป็นรองผู้อำนวยการสำนักวิชาการและแผน, ปี 2541-2545 เป็นผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผน และในปี 2545 ก็ยังเป็นผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาขาด้วย และต่อด้วยช่วงปี 2545-2548 เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ, ปี 2548-2552 เป็นรองผู้จัดการ
   
ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ล้วนเป็นตำแหน่งหน้าที่ใน ธ.ก.ส. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เขาจึงเป็น “ลูกหม้อ ธ.ก.ส.” มาแต่ต้น จนถึงวันที่เข้ารับตำแหน่ง ผู้จัดการ ธ.ก.ส. เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2552
   
วิชั่นพัฒนาภาคเกษตร-ภาคชนบทจึง  หายห่วง
   
ทั้งนี้ เมื่อปลายปี 2552 เมื่อครั้งเปิดตัวกับสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในการลงพื้นที่ดอยวาวี จ.เชียงราย ลักษณ์ วจนานวัช บอกไว้ว่า...“ปี 2552 เป็นปีที่องค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องนำพาองค์กรให้ผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก ให้มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อสู่สิ่งที่ดีกว่า...
   
เช่นเดียวกันกับ ธ.ก.ส.ที่ได้ฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ อย่างเข้มแข็ง ด้วยความร่วมมือของเกษตรกร เพื่อนพนักงาน และเครือข่ายสังคมภายนอกธนาคาร ที่สำคัญในปี 2553 ธ.ก.ส.มีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินภารกิจเพื่อช่วย เหลือให้เกษตรกรได้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ ที่ดีขึ้น จะสร้างเศรษฐกิจ ฐานรากที่เข้มแข็ง และมั่นคง บนพื้นฐานของหลักเศรษฐกิจพอเพียง และหลักการบริหารการจัดการที่ดี เพื่อนำไปสู่การปรับสมดุลใหม่ของชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน”
   
และเมื่อปลายเดือน ม.ค. 2553 ที่ผ่านมา ระหว่างนำคณะเดินทางไปประสานความร่วมมือเพิ่มเติมกับทางธนาคารเอดีบีแอล-ธนาคารที่ส่งเสริมภาคการเกษตรของประเทศเนปาล ผู้จัดการ ธ.ก.ส.ก็เปิดเผยว่า.....
   
“โครงการธนาคารชุมชน” คือภารกิจสำคัญล่าสุดของ “ธ.ก.ส.”
   
ด้วยหลักการและเหตุผลที่ว่า...“ในปัจจุบันยังมีประชาชนผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนในระบบสถาบันการเงินได้ เนื่องจากไม่มีหลักประกันเงินกู้ จึงต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงและเงื่อนไขการกู้เงินที่ไม่เป็นธรรม”
   
โดยสรุปเกี่ยวกับ “ธนาคารชุมชน” ดังกล่าวนี้ ธ.ก.ส.ได้จัดทำโครงการขึ้นเพื่อ...1.เพิ่มโอกาสให้กลุ่มประชาชนที่ยังขาดโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีรายได้น้อย ให้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินฐานราก (Microfinance) ได้อย่างทั่วถึงและตรงกับความต้องการ เพื่อลดภาระ การกู้ยืมเงินนอกระบบ, 2.สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน โดยการส่งเสริมองค์ความรู้ในการประกอบ อาชีพเพื่อสร้างงานเพิ่มรายได้ให้คนในชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้, 3.เสริม  บทบาท ธ.ก.ส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐในการปิดช่องว่างของการให้บริการทางการเงินเชิงพาณิชย์ โดยการให้บริการทางการเงินเพื่อ คนมีรายได้น้อย
   
“ธนาคารชุมชน จะเป็นโครงการให้กู้ เงินสำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่ตั้งใจประกอบสัมมาชีพ เพื่อสร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองให้ดีขึ้น สามารถพึ่งตนเองได้”
   
สำหรับวงเงินให้กู้หรือวงเงินสินเชื่อตามโครงการนี้ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. บอกว่า...จะแบ่งเป็น ผู้กู้รายคน จำนวนเงินกู้ของผู้กู้แต่ละรายขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ความจำเป็นการใช้เงินกู้ รายได้ ค่าใช้จ่าย ความสามารถในการชำระหนี้และหลักประกัน ทั้งนี้วงเงินกู้สูงสุดไม่เกินรายละ 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือน และ ผู้กู้รายกลุ่ม วงเงินกู้ของกลุ่มขึ้นอยู่กับปริมาณธุรกิจของกลุ่มโดยพิจารณาจากความต้องการใช้เงินกู้ของสมาชิกของกลุ่ม (วงเงินกู้สูงสุดของสมาชิกไม่เกินรายละ 50,000 บาท) อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.75 ต่อเดือน
   
ทั้งนี้ รายละเอียดเงื่อนไขของโครงการธนาคารชุมชนนั้น ธ.ก.ส.ก็คงจะได้มีการประชา สัมพันธ์ให้แพร่หลายต่อไป และเจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส.ที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศก็ย่อมจะให้ข้อมูลแก่ผู้ที่ต้องการสินเชื่อได้

“โครงการธนาคารชุมชนนี้ ตั้งเป้าว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อยให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนในระบบสถาบันการเงินได้ จำนวน 300,000 ราย และสามารถพัฒนากลุ่มการเงินให้มีศักยภาพที่จะสนับสนุนสินเชื่อให้กับผู้มีรายได้น้อย จำนวน 1,000 กลุ่ม ภายในระยะเวลา 3 ปี”
   
...นี่เป็นข้อมูลอีกส่วนจากการเปิดเผยของทาง ธ.ก.ส. ผ่านทาง “ลักษณ์ วจนานวัช” ผู้ซึ่งกุมบังเหียนภารกิจพัฒนาภาคการเกษตรและภาคชนบทของไทย กับวิถีชีวิตปัจจุบันในตำแหน่ง “ผู้จัดการ ธ.ก.ส.”
   
ที่น่าจะพลิกฟื้นวิถีชีวิตคนไทยได้ไม่น้อย !!.

เทเงินทุน 'สร้างอาชีพคนจน'

ธ.ก.ส. โดย ลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการคนปัจจุบัน ตั้งเป้าที่จะขยายสินเชื่อไปยังกลุ่มผู้มีรายได้น้อยในวงเงิน 10,200  ล้านบาท  ให้ได้อย่างเป็นระบบ โดยจะมี “โครงการธนาคารชุมชน” เป็นอีกกลไกสำคัญ
   
บนกรอบการดำเนินงาน อาทิ...ให้ผู้มีรายได้น้อยที่ตั้งใจประกอบสัมมาชีพได้มีโอกาสกู้เงินเพื่อใช้เป็นทุน เพื่อสร้างรายได้ เพื่อให้สามารถพึ่งตนเองได้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น, ให้กู้แก่ผู้กู้เป็นรายคนโดยผ่านกระบวนการคัดกรองและรับรองจากชุมชน  เพื่อให้ชุมชนช่วยกำกับดูแลเรื่องความประพฤติที่จะนำไปสู่การมีวินัยทางการเงินที่ดี, ส่งเสริมให้ผู้กู้มีการออมเงินทั้งภาคบังคับ เช่น เงินฝากตามส่วนเงินกู้ในอัตราร้อยละ 3-5 ของเงินกู้ และภาคสมัครใจ เพื่อสร้างวินัยในการออม และเป็นส่วนหนึ่งของเงินกองทุนสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือสมาชิกผู้กู้, สำหรับชุมชนที่มีองค์กรการเงินในชุมชน เช่น กองทุนหมู่บ้าน หรือกลุ่มการเงิน จะพิจารณาให้กู้เงินผ่านองค์กรการเงิน รวมถึงให้ความสำคัญการให้กู้เงินแก่สตรีผู้มีรายได้น้อยที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน
   
นี่ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการสนับสนุนเงินทุนประกอบอาชีพที่น่าสนใจ !!.

ไกรเลิศ พึ่งบุญ ณ อยุธยา : รายงาน

สนับสนุนโดย

ก.พ.
08

‘ซาลาเปาไส้แกง’

Written by คุณสาระ ชอบช่วย

วันอาทิตย์ ที่ 07 กุมภาพันธ์ 2553


พลิกแพลงสร้างจุดขาย

“ซาลาเปา” ยุคนี้มีการพัฒนาพลิกแพลงให้แปลกใหม่หลากหลาย ทั้งรูปร่างหน้าตา รวมถึง “ไส้แปลก ๆ” ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็จะเสนอข้อมูลการทำอาชีพขายซาลาเปาที่มีไส้ใหม่ ๆ น่าสนใจ...

ศิริพรรณ อตัญธี อายุ 43 ปี เจ้าของร้าน “บ้านซาลาเปา” ย่านรังสิต ซึ่งทำซาลาเปาขายมากว่า 10 ปี เล่าว่า อาชีพเดิมคือพนักงานออฟฟิศ เมื่อช่วง พ.ศ. 2543 ต้องตกงาน เพราะพิษเศรษฐกิจ ต้อง ออกจากงาน แต่โชคดีที่สามีมีอาชีพเป็นกุ๊กที่ภัตตาคารห้อยเทียนเหลา จึงได้ออกมาทำซาลาเปาขายแบบเล็ก ๆ ที่บ้าน
   
ระยะแรกเริ่มต้นจาก 3 ไส้ก่อนคือ ซาลาเปาไส้หมูแดง, ซาลาเปาไส้หมูสับ, ซาลาเปาไส้ครีม ทำแล้วนำไปฝากขายตามสถานที่ต่าง ๆ จากนั้นก็พัฒนาอาชีพให้เติบโตมาเรื่อย ๆ จนปัจจุบันซาลาเปาที่ทำขายมีมากกว่า 10 ไส้ ประยุกต์ พัฒนา พลิกแพลงมาเรื่อย ๆ ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป
   
ซาลาเปาไส้เขียวหวานไก่ไข่เค็ม, ซาลาเปาไส้กะเพราไก่ไข่เค็ม, ซาลาเปาไส้พะแนงหมูไข่เค็ม เป็น 3 ในกว่า 10 ไส้ที่ศิริพรรณทำขายอยู่ และได้รับความนิยมเป็นอย่างดี ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า เพราะคนไทยกินข้าวแกงประจำ จึงคิดทำ ซาลาเปาที่มีรสแกงออกมาขาย ทดลองทำอยู่ไม่นานก็ทำได้ และขายดีด้วย
   
วิธีทำซาลาเปาไส้แกงต่าง ๆ ศิริพรรณอธิบายว่า ก่อนอื่นก็ต้องเริ่มที่แป้ง ตามสูตรก็เตรียมแป้งสาลี 12  กก., เชื้อ 1 กก.  (เชื้อนี้ต้องเริ่มต้นด้วยการหมักแป้งสาลีประมาณ 2 กำมือกับน้ำพอประมาณ นวดแล้ว ทิ้งไว้ 2-3 วัน เมื่อจะนำมาขึ้นเชื้อใหม่ ให้นวดแป้งสาลีกับน้ำในปริมาณที่ต้องการใช้ แล้วนำมาผสมกับปริมาณแป้งที่จะใช้ในแต่ละวัน เชื้อแป้งนี้อย่าใช้จนหมด ต้องแบ่งบางส่วนไว้ใช้ในคราวต่อไปด้วย เพราะถ้าใช้หมดต้องเสียเวลาหมักแป้งใหม่ ซึ่งอาจทำได้ไม่เหมือนครั้งแรก หรือจะแก้ปัญหาด้วยการไปขอเชื้อจากภัตตาคารที่ขายซาลาเปาก็ได้), น้ำตาลทราย 12  กก., แอมโมเนีย 1 ช้อนชา., ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ., น้ำมัน 3 ช้อนโต๊ะ, นมสด 12  กระป๋อง
   
ในส่วนของแป้งนี้ วิธีทำคือนวดส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันให้เนียน โดยที่แป้งไม่ติดมือ จากนั้นใส่น้ำประมาณ 12  ถ้วย แล้วนวดจนเนียนอีก 20 นาที จากนั้นค่อย ๆ แบ่งแป้งออกเป็นก้อน ก้อนละ 40 กรัม เตรียมไว้ 
   
สำหรับสูตรแป้งที่ว่ามานี้จะทำซาลาเปาได้ประมาณ 30-32 ลูก
         
ต่อด้วยวิธีการทำ ไส้เริ่มที่ “ซาลาเปาเขียวหวานไก่ไข่เค็ม” มีส่วนผสมของไส้คือ เนื้อไก่สับ 1 กก., พริกแกงเผ็ดเขียวหวาน 2 ช้อนโต๊ะ, กะทิ 1 กล่อง, น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ คลุกให้เข้ากัน ใส่แป้งข้าวโพดลงไปพอประมาณ นวดให้เข้ากันจนเหนียว จากนั้นใส่ใบโหระพาลงไป แล้วค่อยนำไปแบ่งใส่แป้งซาลาเปาที่แผ่เตรียมไว้ ใส่ไข่เค็มสุก (ไข่แดง) ลงไปประมาณ 12  ฟอง
     
ถัดมา “ซาลาเปาพะแนงหมูไข่เค็ม” มีส่วนผสมคือ เนื้อหมู 1 กก., เครื่องแกงพะแนง 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ, ใบมะกรูดหั่นฝอย ผสมส่วนผสมให้เข้ากัน จากนั้นจึงค่อยนำไปแบ่งใส่แป้งซาลาเปาที่แผ่เตรียมไว้ ใส่ไข่เค็มสุก (ไข่แดง) ลงไปประมาณ 12  ฟอง
    
ส่วน “ซาลาเปากระเพราหมูไข่เค็ม” ใช้หมูสับ 1 กก., กระเทียมสับ และพริกขี้หนูบด 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ และใบกะเพราพอประมาณ วิธีทำก็นำส่วนผสมมาคลุกผสมให้ เข้ากัน จากนั้นจึงนำไปแบ่งใส่แป้งซาลาเปาที่แผ่เตรียมไว้ ใส่ไข่เค็มสุก  (ไข่แดง) ลงไปประมาณ 12  ฟอง การห่อแป้งหุ้มไส้ต่าง ๆ นั้น เวลาจะห่อไส้ก็ให้แผ่แป้งออกขนาดประมาณฝ่ามือ ใส่ไส้ลงไปพอประมาณ แล้วจึงห่อแป้งหุ้มให้แน่น จับจีบด้านบนให้สวยงาม แล้ววางบนกระดาษ จากนั้นนำไปนึ่งประมาณ 12-15 นาที
   
ซาลาเปาทั้ง 3 ไส้นี้ขายได้ในราคาลูกละ 15 บาท โดยมีต้นทุนประมาณ 60-70% ของราคา

สนใจ “ซาลาเปาไส้แกง” ต้องการติดต่อ ศิริพรรณ อตัญธี  ร้านของเธออยู่ที่ 35 ซอยบงกช 30 หมู่ 2 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง  จ.ปทุมธานี 12120 โทร.0-2901-8369, 08-9925-6312 หรือดูใน www.bansalapao.com ซึ่งเจ้าของอาชีพขายซาลาเปารายนี้ต้องถือว่าพลิกแพลงได้น่าสนใจไม่น้อย.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : รายงาน/ จเร รัตนราตรี : ภาพ

สนับสนุนโดย

ก.พ.
08

ถอดรหัสอาชีพ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2553

Written by คุณสาระ ชอบช่วย

วันอาทิตย์ ที่ 07 กุมภาพันธ์ 2553

มหิดล-มก. รับบุคลากร

“ถอดรหัสอาชีพ” อาทิตย์ที่ 7 ก.พ. 2553 นี้ ผมมีข่าว  “มหาวิทยาลัยรับบุคลากร” มาฝากกันอีกแล้วครับ ดังต่อไปนี้... บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา รับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุเป็น อาจารย์หน่วยภาษาต่างประเทศ งานพัฒนาเครือข่ายและธุรกิจต่างประเทศ วุฒิปริญญาโทหรือเอกสาขาวิชาทางภาษาศาสตร์ (การสอนภาษาอังกฤษ) ผู้ประสงค์จะสมัคร ขอและยื่นใบสมัครได้ที่หน่วยการเจ้าหน้าที่ งานบริหารและจัดการทั่วไป ถึง 12 ก.พ. สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2441-4125 ต่อ 214-216

ต่อด้วย...คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รับสมัครบุคคลเพื่อสอบคัดเลือกเป็น อาจารย์สาขาภาษาเยอรมัน สังกัดภาควิชาภาษาต่างประเทศ 1 อัตรา, นักวิชาการเงินและบัญชี สังกัดสำนักงานเลขานุการ 1 อัตรา ผู้ประสงค์จะสมัครสอบ ขอและยื่นใบสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันศุกร์ที่ 23 เม.ย.ณ สำนักงานเลขานุการ อาคารคณะมนุษยศาสตร์ 1 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ช่วงเวลา 09.00-15.00 น. ในวันราชการ สอบถามรายละเอียด โทร. 0-2579-5566-8 ต่อ 1302 และ 1321

ญี่ปุ่นแนะนำเอสเอ็มอีไทย

ทาง สสว.-สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ส่งผ่านข้อมูลเพื่อเอสเอ็มอีมาที่ผมเมื่อหลายวันก่อนว่า...นายเออิจิ โอโนบุ ผอ.ฝ่ายวางแผนองค์กรและพัฒนาธุรกิจต่างประเทศ บริษัทนาว โปรดักชัน ผู้ผลิตซอฟต์แวร์เกมของประเทศญี่ปุ่น แนะนำไว้บนเวทีสัมมนา “แนวโน้มการเติบโตของเอสเอ็มอีในเอเชียยุคหลังวิกฤติ” ในงานไทยแลนด์ เอสเอ็มอี เอ็กซโป 2010 ว่า...ปัจจุบันตลาดเกม ในอเมริกาเหนือ ยุโรป จีน ยังไปได้ดี ซึ่งเป็นโอกาสทางการตลาดสำหรับเอสเอ็มอีสาขาซอฟต์แวร์เกม ขณะที่ทาง สสว.เองก็มีการ  ส่งเสริมผู้ประกอบการด้านซอฟต์แวร์ของไทย โดยร่วมมือกับเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย เช่น พาเอสเอ็มอีไทยไปเปิดตลาด-ทำกิจกรรมจับคู่ธุรกิจที่ต่างประเทศ เอสเอ็มอีด้านนี้ถ้าสนใจก็ลองติดต่อที่ สสว.

สูตร‘ม็อกเทลสตรอเบอรี่’

ปิดท้ายด้วย...สูตร “ม็อกเทล  ผลไม้” ของ ครอสโรดส์ บาร์ โรงแรมสวิสโฮเต็ล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพฯ เป็นม็อกเทลสตรอเบอรี่ชื่อ “เบอรี่ คิส   (Berry Kiss)” ส่วนผสมประกอบด้วย...    สตรอเบอรี่ 100 กรัม, กีวี 100 กรัม, น้ำส้ม 2 ออนซ์, น้ำมะนาว 12  ออนซ์, น้ำเชื่อม 12  ออนซ์ วิธีทำ...เทส่วนผสมทั้งหมดลงในเครื่องปั่นน้ำผลไม้ ตามด้วยเกล็ดน้ำแข็ง จากนั้นก็ทำการปั่นให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วเทใส่แก้ว ตกแต่งด้วยสตรอเบอรี่ กีวี และลูกเชอรี่ จัดแต่งที่ขอบแก้วตามต้องการ เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย พร้อมเสิร์ฟ

พบกันใหม่เสาร์-อาทิตย์หน้า...สวัสดีครับ !!.
 

สนับสนุนโดย

ก.พ.
08

ถอดรหัสอาชีพ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553

Written by คุณสาระ ชอบช่วย

วันเสาร์ ที่ 06 กุมภาพันธ์ 2553

มก.อบรมอุตสาหกรรมเกษตร
   
“ถอดรหัสอาชีพ” เสาร์ที่ 6 ก.พ. 2553 นี้ เรามาเริ่มกันที่... หน่วยปฏิบัติการบ่มเพาะและถ่ายทอดเทคโนโลยี สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) จะจัดอบรมเชิงปฏิบัติการประจำปี 2553 โดยมีหัวข้อต่าง ๆ อาทิ... การผลิตกระดาษสาไทยด้วยมือแบบง่าย, การผลิตธูปสมุนไพรไล่ยุง, การประยุกต์ใช้เอนไซม์ในอุตสาหกรรม, การผลิตและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เจลล้างหน้าจากสารสกัดธรรมชาติ, การผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์โลชั่นบำรุงผิวจากสารสกัดธรรมชาติ, การผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์สบู่ก้อนใสกลีเซอรีน, การใช้ประโยชน์จากแป้งข้าวหอมมะลิแทนแป้งสาลีในผลิตภัณฑ์ขนมอบและนึ่ง, การสกัดแยกสารและน้ำมันหอมระเหยจากพืชขั้นพื้นฐาน, การประยุกต์ใช้สารสกัดและน้ำมันหอมระเหยในผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ใครสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สอบถามวันอบรม-ค่าใช้จ่าย ได้ที่ คุณนภษร ลีบุญญานนท์ โทร.0-2942-8600-3 ต่อ 503, มือถือ 08-4084-3980 หรือตรวจสอบรายละเอียดได้ในเว็บไซต์ www.kapi.ku.ac.th ครับ !!

รับสมัครงานพร้อมสาธิตวิชาชีพ
   
ต่อด้วย... สำนักงานจัดหางานจังหวัดปทุมธานี ร่วมกับศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดปทุมธานี และศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต จัดงาน นัดพบแรงงานและอาชีพเชิงบูรณาการจังหวัดปทุมธานี ในวันที่ 10 ก.พ. 2553 ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ในงานมีบูธรับสมัครงานตั้งแต่วุฒิ ป.6-ปริญญาโท พร้อมจุดบริการค้นหาและสมัครงานทางอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ยังเปิด สอนวิชาชีพอิสระให้เรียนฟรี พร้อมอุปกรณ์ กว่า 10 สาขาวิชาชีพ อาทิ... ร้อยสร้อยข้อมือคริสตัล, กระเช้าดอกกุหลาบผ้าเช็ดหน้า, การ์ดอวยพร, จัดดอกไม้สด ฯลฯ รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อสอบถามได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ เซียร์ รังสิต โทร.0-2531-4320 ต่อ 2307

อบรมวิชาชีพ‘ทหารผ่านศึก’
   
อีกข่าว... องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ จะเปิดการ ฝึกอบรมวิชาชีพให้แก่ทหารผ่านศึก ครอบครัวทหารผ่านศึก และทหารนอกประจำการ ประจำเดือน ก.พ. ประกอบด้วย... ช่างวิทยุเบื้องต้น, ช่างเครื่องเสียง, ช่างโทรทัศน์, ช่างซ่อมเครื่องเล่น ซีดี และ วีซีดี, ช่างซ่อมโทรศัพท์เคลื่อนที่, ช่างไฟฟ้าภายในอาคาร, ช่างไฟฟ้าอุตสาหกรรม, ช่างซ่อมเครื่องทำความเย็น, ช่างเชื่อมไฟฟ้า-แก๊ส, งานผลิตภัณฑ์โลหะ, ช่างกลโรงงาน, ช่างซ่อมเครื่องยนต์เล็กและช่างซ่อมรถจักรยานยนต์, ช่างซ่อมเครื่องยนต์เบื้องต้น, ระบบไฟฟ้ารถยนต์, ระบบส่งกำลังและเครื่องล่างรถยนต์, ขับรถยนต์, พิมพ์ดีดสัมผัสภาษาไทย-อังกฤษ, คอมพิวเตอร์, ประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์, ช่างตัดผม, ช่างเสริมสวยเบื้องต้นและช่างเสริมสวยสมัยนิยม, ช่างซ่อมรองเท้า, ช่างปัดทอง-ปิดทองและประดับพลอย, ช่างอัดกรอบพลาสติก, ช่างแกะกระจกกัดกรด, โหราศาสตร์, นวดแผนไทย, ช่างทำลูกกุญแจ, การแต่งหน้าเค้ก ผู้มีคุณสมบัติที่สนใจอบรมสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0-2354-8615 ต่อ 284, 285 ในวัน-เวลาราชการ

ตรุษจีน-สาธิตอาชีพสไตล์จีน

   
ปิดท้าย... ระหว่างวันที่ 8-28 ก.พ. 2553 นี้ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ชลบุรี จะมีการจัดกิจกรรมฉลองเทศกาลตรุษจีน ไชนีส นิวเยียร์ 2010 ในงานจะมีการ สาธิตการวาดภาพบนผิวด้านในแก้ว, สาธิตการเขียนอักษรมงคลจีน, สาธิตการชงชาแบบโบราณ พร้อมกันนี้ยังมีการแสดง อาทิ งิ้วเปลี่ยนหน้ากาก พ่นไฟ จากเมืองเฉินตู การชงชาด้วยกาที่ยาวที่สุดในโลก โคมไฟมังกรยาว 20 เมตร โคมไฟกระต่าย โคมไฟปีเสือ โคมไฟ 12 ราศี โคมไฟมงคล ซุ้มประตูมงคล การออกร้านจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ ฯลฯ นี่ก็เป็นทั้งงานฉลองตรุษจีนที่ยิ่งใหญ่ของภาคตะวันออก และเป็นงานที่คนสนใจอาชีพแบบจีน ๆ อาจจะได้ประโยชน์ ก็ลองแวะไปดูกัน
   
วันอาทิตย์มา “ถอดรหัสอาชีพ” กันต่อครับ !!.
 

สนับสนุนโดย

ก.พ.
08

มือสองลองทำกิน วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2553

Written by คุณสาระ ชอบช่วย

วันอาทิตย์ ที่ 07 กุมภาพันธ์ 2553

--@--คอลัมน์ “มือสองลองทำกิน” สัปดาห์นี้เริ่มที่ คุณญาณศา ต้องการขาย  “เตารีดไอน้ำ 3 หัวเตา พร้อมหม้อต้มอัตโนมัติ” ราคา 100,000 บาท สนใจ โทร.08-6886-6607
   
--@--คุณศิริวรรณ ต้องการเซ้ง “ร้านนวดแผนไทย” สนใจ โทร. 08-5063-5012
   
--@--ส่วน คุณชิด ต้องการขาย “เครื่อง พิมพ์ดีดไฟฟ้า” ราคา 2,200 บาท และ     “โทรศัพท์หยอดเหรียญ” ราคา 1,200 บาท สนใจ โทร. 08-1777-1913, 08-1928-1950
   
--@--ปิดท้ายที่ คุณเฉียบ ต้องการขาย “เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ” 3 เครื่อง สนใจ โทร. 0-2671-5738.

สนับสนุนโดย

ก.พ.
08

‘ข้าวหมาก’ ยุคนี้ก็ยัง ‘สร้างรายได้’

Written by คุณสาระ ชอบช่วย

วันอาทิตย์ ที่ 31 มกราคม 2553


"ข้าวหมาก” อาหารพื้นเมือง อาหารทานเล่นของคนไทยในอดีต ปัจจุบันแม้จะเลือนหายไปบ้าง แต่ก็ยังพอจะมีผู้ที่อนุรักษ์การทำอาหารภูมิปัญญาชาวบ้านชนิดนี้เอาไว้ ซึ่งก็สามารถสร้างรายได้ให้กับคนทำขายได้อย่างน่าทึ่ง แม้ยุคนี้จะมีสารพัดอาหารต่างชาติมาตีตลาดไทย ซึ่งทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลมาเล่าสู่...
   
กุลิสรา ติณวัฒนานนท์ หรือ หนึ่ง เจ้าของสูตร “ข้าวหมากใบกล้วย” เล่าให้ฟังว่า เริ่มขายข้าวหมากมาได้ประมาณ 3 ปีแล้ว เดิมขายผักปลอดสารพิษ แต่ต้องเลิกขายเพราะมีคนขายเยอะขึ้น พอพี่สะใภ้คือ กฤษดา รุ่งหนองกะดี่ มาชวนให้ไปช่วยขาย ก็ตกลง เพราะกำลังมองหาอาชีพใหม่พอดี  พี่สะใภ้ได้รับการถ่ายทอดสูตรข้าวหมากมาจากป้าซึ่งทำขายมานานหลายสิบปี ต่อมาเลิกทำไปเพราะคนรุ่นใหม่ไม่รู้จักและกินไม่เป็น อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่มีการโปรโมต ตลาดน้ำลัดมะยม ก็ได้ตัดสินใจทำข้าวหมาก รวมถึงข้าวเหนียวตัด ทอดมันหน่อกะลา ใส่เรือพายขาย เพื่อให้เข้าคอนเซปต์ตลาดน้ำ คือการอนุรักษ์และมีของโบราณ ซึ่งก็ขายได้ดี
   
“จุดประสงค์ที่ทำข้าวหมากขาย ก็มาจากความต้องการที่จะอนุรักษ์อาหารไทยโบราณให้ยังคงอยู่คู่คนไทยและประเทศไทย ผลพวงจากการที่ตั้งใจอนุรักษ์อาหารไทย ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์มรดกไทย เห็นถึงความสำคัญตรงจุดนี้ จึงได้คัดเลือกให้ข้าวหมากใบกล้วยได้รับรางวัลอนุรักษ์มรดกไทยในหมวดอาหาร โดยได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”
   
หนึ่งเล่าต่อไปว่า จากการที่ได้เข้าไปขายในมหาวิทยาลัยมหิดล ทำให้รู้ว่าปัจจุบันลูกค้าในกลุ่มนักศึกษาวัยรุ่นมีความรู้ในเรื่องคุณประโยชน์ของข้าวหมากมากขึ้น คือ ช่วยบำรุงผิว บำรุงเลือด และสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย และเมื่อความรู้ตรงนี้ถูกเผยแพร่ออกไปก็มีกลุ่มวัยรุ่นที่รักและใส่ใจสุขภาพหันมากินข้าวหมากกัน
   
ที่ตลาดน้ำยอดขายข้าวหมากก็ดี โดยขายเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ ส่วนวันศุกร์จะเข้าไปขายในมหาวิทยาลัยมหิดล นอกจากนี้ก็จะเป็นลักษณะของการขายส่ง โดยจะมีออร์เดอร์เข้ามาทุกวันเพราะมีลูกค้าที่บอกต่อ ๆ กันไป  อีกทั้งก็จะมีการนำข้าวหมากไปขายแบบออกงานตามเทศกาลต่าง ๆ ด้วย
   
สำหรับการทำข้าวหมากนั้น วัสดุที่ใช้หลัก ๆ ก็มี... หม้อนึ่งข้าวเหนียว, ถาด, กระด้ง, กะละมัง, เตาแก๊ส, ไม้พาย, กล่องพลาสติก หรือโหลแก้วที่มีฝาปิด, ผ้าขาวบาง ขณะที่ส่วนผสม-วัตถุดิบ ประกอบด้วย... ข้าวเหนียวอย่างดี, น้ำสะอาด อาจเป็นน้ำฝนหรือน้ำบาดาลก็ได้, เชื้อลูกแป้งข้าวหมาก (นำไปบดให้ละเอียด)
   
เชื้อลูกแป้งนี้หาซื้อได้ตามตลาดสดทั่ว ๆ ไป ถือเป็นปัจจัยหลักสำคัญในการทำข้าวหมาก ลักษณะเป็นก้อนแป้งครึ่งวงกลม สีขาวนวล น้ำหนักเบา เห็นเส้นใยเชื้อเกาะที่แป้ง ส่วนประกอบสำคัญของลูกแป้งมีเครื่องเทศ น้ำ และแป้ง เชื้อลูกแป้งแต่ละเจ้าจะมีสูตรการทำลูกแป้งแตกต่างกันออกไป แต่ ควรเลือกซื้อลูกแป้งที่เพิ่งทำใหม่ ๆ เพราะถ้าเก่าลูกแป้งจะมีเชื้ออื่นที่ไม่ต้องการปะปน ทำให้ข้าวหมากไม่มีคุณภาพ วิธีสังเกตลูกแป้งเก่าคือดูจากสีลูกแป้งจะเริ่มเป็นสีเหลืองออกน้ำตาล บางครั้งอาจเป็นราดำขึ้นเป็นจุด ๆ
   
ขั้นตอนการทำ “ข้าวหมาก” เริ่มจากนำข้าวเหนียวมาล้าง แล้วแช่น้ำค้างคืน หรือแช่อย่างน้อย ๆ 3 ชั่วโมง เมื่อแช่ข้าวเหนียวได้ที่ดีแล้วก็นำขึ้นให้สะเด็ดน้ำ นำไปนึ่งให้สุกพอดี ตรงนี้สำคัญคืออย่าให้เม็ดข้าวบาน เพราะเมื่อนำไปทำข้าวหมากจะเละ ไม่สวย พอนึ่งข้าวเหนียวได้ที่ดีแล้ว ยกลงจากเตา
   
เทข้าวเหนียวลงในภาชนะที่แห้งและสะอาด แล้วเกลี่ยให้ทั่ว  สักครู่พลิกกลับเพี่อไม่ให้ข้าวแห้งและแข็งเกินไป  ผึ่งข้าวเหนียวไว้ให้เย็นสนิท แล้วจึงค่อยนำข้าวเหนียวไปล้างด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำปูนใสหลาย ๆ ครั้งจนกว่าจะหมดยาง เมล็ดข้าวจะร่วนไม่ติดกัน  สงขึ้นให้สะเด็ดน้ำ ก่อนจะนำมาเกลี่ยผึ่งให้แห้งอีกครั้ง
   
ขั้นต่อไป โรยแป้งข้าวหมากที่บดละเอียดแล้วบนข้าวเหนียวให้สม่ำเสมอ โดยใช้อัตราส่วน ลูกแป้ง 1 ลูก ต่อข้าวเหนียว 1 กก. คลุกเคล้าให้เข้ากันเบา ๆ เสร็จแล้วนำไปใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้ อย่ากดข้าวให้แน่น เพราะเชื้อจะขึ้นไม่ดี ปิดฝาให้มิดชิด ทิ้งไว้ในที่เย็น ไม่ควรโดนแดด ใช้เวลา 2-3 วัน เพียงเท่านี้ก็จะได้ข้าวหมากที่เมล็ดข้าวนุ่ม หอมหวาน มีน้ำซึมออกมา น่ารับประทาน ห่อด้วยใบกล้วยหรือใบตอง พร้อมขาย
   
จุดเด่นข้าวหมากสูตรโบราณห่อใบกล้วยคือจะไม่ใส่น้ำตาล แต่ก็จะมีรสชาติหวานกลมกล่อมอร่อยตามธรรมชาติ สำหรับราคาขายเป็นห่อเล็ก ๆ ก็อยู่ที่ห่อละ 5  บาท มีต้นทุนประมาณไม่เกิน 60%
   
“ข้าวหมาก” ห่อด้วยใบกล้วยเจ้านี้ ถ้าใครสนใจก็ไปหาซื้อ-หาชิมกันได้ตามวันและสถานที่ที่ระบุมาข้างต้น หรือใครต้องการสั่งไปจำหน่ายต่อ ก็ติดต่อกับคุณหนึ่งที่ โทร.08-4671-9275, 08-5551-2935 ได้ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ซึ่งกับการขายข้าวหมาก ในยุคนี้ก็ยังสร้างรายได้น่าสนใจ ถ้ามีทำเลที่เหมาะสม.

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน / จเร รัตนราตรี : ภาพ

สนับสนุนโดย

ก.พ.
02

อบรมผู้ประกอบการใหม่-ฟรี

Written by คุณสาระ ชอบช่วย

วันอาทิตย์ ที่ 31 มกราคม 2553

“ถอดรหัสอาชีพ” อาทิตย์นี้เริ่มกันที่ของฟรี !! สถาบันอาหาร ร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม จัด อบรม   “โครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่” (NEC) รุ่น 1/2553 เพื่อส่งเสริมผู้ที่ต้องการประกอบธุรกิจด้านอาหาร และผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป กำหนดอบรม 9-25 มี.ค. 2553 ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้ที่สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ แผนกบริการฝึกอบรม โทร.0-2886-8088 ต่อ 2202-2209 เปิดรับสมัครถึง 28 ก.พ. 2553 เท่านั้น โครงการนี้ “ไม่เสียค่าใช้จ่าย” ครับ !!

หลักสูตรด้านอัญมณีศาสตร์
   
ต่อด้วย... มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม ร่วมกับภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จะจัด อบรมหลักสูตร “อัญมณีศาสตร์และเครื่องประดับ” รุ่นที่ 28 สำหรับผู้สนใจทั่วไป จำนวน 20 คน ระหว่าง 7 มี.ค.-27 มิ.ย. 2553 (เฉพาะวันอาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น. รวม 72 ชั่วโมง) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถนำไปปรับใช้ประกอบอาชีพการซื้อ-ขายอัญมณีและเครื่องประดับ ผู้สนใจขอรายละเอียดหรือสอบถามค่าใช้จ่ายได้ที่ โทร. 0-2942-8822 ต่อ 220 หรือดูในเว็บไซต์ www.eto.ku.ac.th

ฝึกอาชีพในวันว่างหลายสาขา
   
อีกข่าว...สถาบันเอชานซ์ จะจัดอบรมในวันว่างรอบใหม่ ประกอบด้วยการทำ...คุกกี้วาเลนไทน์, เรซิ่นของชำร่วย, ครีม-โลชั่น-เจล, กระเป๋าผ้าแฟชั่นสตรี, ผลิตภัณฑ์ลดการหลุดร่วงของเส้นผม, มาม่อนเค้กเพื่อสุขภาพ, คุกกี้ธัญพืช, ออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้า อบรมที่โรงแรมเวโรนิกา ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ เน้นการปฏิบัติ ใครสนใจสอบถามรายละเอียดและค่าใช้จ่ายได้ที่ โทร.0-2933-4597-8, 08-6987-0042

2 สูตร‘ค็อกเทลสตรอเบอรี่’
   
ปิดท้ายด้วย เปิด 2 สูตร “ค็อกเทลสตรอเบอรี่” ของ เอเทรี่ยม เลานจ์ โรงแรมวินเซอร์ สวีทส์ สุขุมวิท 20 สูตรแรก สตรอเบอรี่   ไดคิวรี ส่วนผสมก็มี น้ำลูกสตรอเบอรี่ 4 ออนซ์, น้ำลูกลำไยน้ำเชื่อม 2 ออนซ์, น้ำมะนาวสด 1 ออนซ์, น้ำเชื่อม 1/2 ออนซ์, น้ำหวานรสทับทิม 1/2 ออนซ์ วิธีทำ นำส่วนผสมทั้งหมดรวมกัน ใส่น้ำแข็งบดละเอียด ปั่นให้เข้ากัน แล้วรินใส่แก้ว ตกแต่งด้วยลูกสตรอเบอรี่สด อีกสูตร สตรอเบอรี่คูลเลอร์ ส่วนผสมก็มี เหล้าวอดก้า 1 ออนซ์, เหล้าลิเคียวบลู คูรูโค 1/2 ออนซ์, น้ำลูกสตรอเบอรี่ 2 ออนซ์, น้ำมะนาวสด 1 ออนซ์, น้ำเชื่อม 1/2 ออนซ์, น้ำหวานเข้มข้นกลิ่นครีมโซดา 1/2 ออนซ์ วิธีทำ นำส่วนผสมทั้งหมดรวมกัน ใส่น้ำแข็งบดละเอียด ปั่นให้เข้ากัน แล้วรินใส่แก้ว ตกแต่งด้วยมะนาวฝานและลูกสตรอเบอรี่สด เป็นอันเสร็จขั้นตอน
   
เสาร์-อาทิตย์หน้ามา “ถอดรหัสอาชีพ” กันใหม่ครับ !!.

สนับสนุนโดย

ก.พ.
02