ศูนย์รวมสุนัขพันธุ์ต่างประเทศ และสัตว์อื่น ๆ อีกมากมาย

Written by Wannakorn

เราเป็นศูนย์รวมสุนัขพันธุ์ต่างประเทศ ทั้ง ไซบีเรียน ฮัสกี้ ลาบาร์ดอร์ ชิวาวา บีเกิล และพันธุ์อื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ เช่น กระต่าย แมว ปลากัด สนใจเชิญเข้าไปที่ http://th.88db.com/Pets/Sell-Breeding/1/ รับรองไม่ผิดหวัง

http://easyblog.ezyjob.com/wp-content/uploads/2010/08/25.jpg

http://easyblog.ezyjob.com/wp-content/uploads/2010/08/j.jpg

http://th.88dbmedia2.jobsdb.com/DB88UploadFiles/2010/07/21/BFD7D2BD-A311-4B7D-BD0F-EAEBE5AA3A72.JPG http://th.88dbmedia1.jobsdb.com/DB88UploadFiles/2010/07/21/2136A547-DA5C-402A-83C8-E23D6BCB30B0.JPG

ส.ค.
09

กระบือนม…อาจเป็นอาชีพทางเลือกใหม่

Written by คุณสาระ ชอบช่วย

วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553

กระบือ หรือ ควาย ที่เรารู้จัก ส่วนใหญ่เป็นกระบือสำหรับใช้แรงงาน โดยเฉพาะแรงงานในนา เคยรู้กันบ้างไหมว่า “กระบือนม” ก็มีเช่นกันกับ โค ที่มีทั้งโคเนื้อและโคนม ในประเทศไทยกระบือนมที่มีเลี้ยงได้แก่ พันธุ์เมซาน่า และพันธุ์จาฟฟาราบัดดี ซึ่งมีถิ่นกำเนิดจากประเทศอินเดีย โดยกระบือเหล่านี้ได้เข้ามาในประเทศไทยเป็นเวลานานแล้ว เพียงแต่ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายเท่านั้น ในขณะเดียวกันนั้นกระบือนมถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญในหลายประเทศโดยเฉพาะเอเชียและยุโรป เช่น อินเดีย ปากีสถาน จีน อียิปต์ เนปาล ที่มีการเลี้ยงกระบือนมเพื่อรีดน้ำนมไว้บริโภคในครัวเรือนทั้งเพื่อเป็นเครื่องดื่มและประกอบอาหาร ส่วนประเทศในยุโรปโดยเฉพาะอิตาลี และสหรัฐอเมริกา นิยมที่จะใช้เนยและชีสที่ทำจากนมกระบือมาประกอบอาหาร เช่น พิซซ่า ซึ่งจะทำให้มีความเหนียวหนืดเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค
   
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยผล การศึกษาศักยภาพการผลิตการตลาดกระบือนม พบมีโอกาสเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่มีช่องทางการตลาดรองรับในอนาคต หากได้รับการพัฒนารูปแบบการผลิต รวมทั้งสนับสนุนให้นมกระบือและผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักยอมรับของคนไทยมากขึ้น
   
นางนารีณัฐ รุณภัย รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ให้ข้อมูลว่า การเลี้ยงกระบือนมนั้น สามารถเลี้ยงได้ทั้งเพื่อผลิตน้ำนม และเป็นกระบือเนื้อ โดยหากเลี้ยงเพื่อผลิตน้ำนมจะมีต้นทุนการผลิตน้ำนมกิโลกรัมละ 24 บาท ส่วนราคาขายกิโลกรัมละ 33 บาท ผลตอบแทนที่เกษตรกรได้รับกิโลกรัมละ 9 บาท ซึ่งน้ำนมกระบือสามารถแปรรูปได้เช่นเดียวกับนมโค    
   
...และยังมีคุณสมบัติที่พิเศษกว่านมโค คือ มีคอเลสเตอรอลต่ำกว่า 43% มีโปรตีนสูงกว่า 40% มีแคลเซียมสูงกว่า 58% มีสารต้านอนุมูลอิสระ และจากสาเหตุที่มีโปรตีนสูงนี้จึงทำให้สามารถนำไปผลิต  ชีสและเนยได้มากกว่านมโค โดยในการผลิตชีส 1 กิโลกรัม ใช้นมกระบือเพียง 5 กิโลกรัม ขณะที่นมโคใช้ไป 8 กิโลกรัม ส่วนการผลิตเนย 1 กิโลกรัม จะใช้นมกระบือ 10 กิโลกรัม ส่วนนมโคต้องใช้ถึง 14 กิโลกรัม…
   
สำหรับการเลี้ยงกระบือนมเพื่อเป็นกระบือเนื้อนั้น นอกจากจะขายเพื่อนำไปบริโภคเนื้อเช่นเดียวกับกระบือทั่วไปแล้ว เกษตรกรยังขายพ่อ-แม่พันธุ์ให้เกษตรกร  รายอื่นด้วย ซึ่งยังมีความต้องการอีกมาก โดยการเลี้ยงก็ไม่มีความยุ่งยากแต่อย่างใด เกษตรกรสามารถเลี้ยงปล่อยแบบเดียวกับการเลี้ยงกระบือทั่วไปที่เกษตรกร  คุ้นเคยอยู่แล้ว ดังนั้นต้นทุนการผลิต ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งขายได้ จึงค่อนข้างต่ำเฉลี่ยตัวละ 7,130 บาท ราคาขายตัวละ 15,000 บาท เกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนตัวละ 7,870 บาท
   
ดังนั้น หากกระบือนมได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมเพื่อให้มีต้นทุนต่ำลง ผลผลิตสูงขึ้นและคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด โดยเฉพาะการได้รับการส่งเสริมด้านการตลาดนมและผลิตภัณฑ์จากนมเพื่อให้เป็นสินค้าตลาดกลุ่มเฉพาะ เช่น ตลาดผู้บริโภคระดับสูง กลุ่มผู้รักสุขภาพ ชาวต่างชาติ และสินค้าทดแทนสินค้านำเข้า ได้แก่ เนยและชีส ประเภทต่าง ๆ ที่ต้องนำเข้าถึงปีละมากกว่า 2,500 ล้านบาท เพื่อนำมาประกอบอาหารในแบบตะวันตก ซึ่งขณะนี้กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
   
...หรือหากเลี้ยงเป็นกระบือเนื้อก็ยังสามารถช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เสริม หรืออาจจะยึดเป็นอาชีพหลักได้อย่างยั่งยืนโดย ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากนัก แต่ได้รับผลตอบแทนค่อนข้างดี รวมทั้งช่วยเพิ่มอาหารโปรตีนในประเทศนอกเหนือจากเนื้อโคที่มีแนวโน้มลดลง.

สนับสนุนโดย

ก.พ.
10

ปรับปรุงพันธุ์ ‘พุทธรักษา’

Written by คุณสาระ ชอบช่วย

วันพุธ ที่ 03 กุมภาพันธ์ 2553

ด้วยการฉายรังสี

ผู้ที่ผ่านเข้ามาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จะพบความงดงามของดอกไม้ชนิดหนึ่งที่ชูช่อดอกสีต่าง ๆ อยู่บนเกาะกลางถนน มีทั้ง สีแดงเข้ม แดงสด ส้มเข้ม ส้มอ่อน เหลืองเข้ม เหลืองอ่อน ชมพูเข้ม จนกระทั่งสีขาวครีม สีปูนแห้ง สีเหลืองทอง กระแดง กระเหลือง กระเหลืองปื้นแดง ที่กระจายอยู่บนพื้นกลีบดอกสีเหลืองหรือขาว สีแดงขลิบรอบกลีบดอกด้วยสีเหลืองทอง หรือกลีบดอกสีแสดสดใส มีขนาดช่อดอกตั้งแต่เล็ก กลางและใหญ่ มีรูปร่างใบ ขนาดใบและสีสันลวดลายบนใบหลากหลายแบบ มีสีใบตั้งแต่สีแดงเข้มปนม่วงแดง ไปจนถึงใบสีแดงปนเขียว ใบด่างลายเขียว-ขาว เขียวลายเหลือง เขียวอ่อน จนกระทั่งเขียวเข้ม ไม้ดอกที่มีลักษณะดังกล่าวนี้มีนามที่ไพเราะและเป็นมงคลว่า “พุทธรักษา”
   
พุทธรักษาเป็นพืชที่คนไทยนิยม ปลูก ชื่อภาษาไทยของพุทธรักษานั้นไม่มีบันทึกไว้ว่าใครเป็นผู้ตั้ง หลวงบุเรศบำรุงการได้เขียนเกี่ยวกับพุทธรักษาไว้ว่าเป็นพืชดั้งเดิมของอินเดีย มีชื่อว่า พุทธสรณะ แปลว่าพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ชาวพุทธในอินเดียสมัยก่อนใช้เมล็ดพุทธรักษาหรือเมล็ดพุทธสรณะ มาเจาะรูร้อยเป็นพวงลูกประคำใช้ประกอบการสวดมนต์ สันนิษฐานว่าชาวอินเดียที่เข้ามาเผยแผ่พุทธศาสนาในประเทศไทย คง  นำพุทธรักษามายังประเทศไทยด้วย เพราะ ชื่อยังคงเกือบเหมือนเดิมคือพุทธสรณะเป็นพุทธรักษา
   
พุทธรักษาเป็นพรรณไม้ที่มีชื่อเป็นสิริมงคลและมีความหมายที่ดีมาก เพราะหมายถึงการมีพระเจ้าหรือพระพุทธเจ้าคอยปกป้องคุ้มครองรักษาให้อยู่เย็นเป็นสุข
   
พุทธรักษาเป็นพรรณ ไม้ล้มลุกขึ้นเป็นกอ มีอายุหลายปี เนื้ออ่อนอวบน้ำ ลำต้นมีความสูงหลายระดับ ตั้งแต่ต้นเตี้ยจนกระทั่งสูงเป็นเมตร แล้วแต่พันธุ์ มีลำต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่าเหง้า  มีการเจริญเติบโตโดยแตกหน่อเป็นกอคล้ายกับกล้วย ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับกันรอบลำ สีของแผ่นใบมีตั้งแต่สีเขียวเข้ม เขียวอ่อน แดง น้ำตาล น้ำตาลแดง หรือลายสลับสีซึ่งจัดเป็นพวกใบด่าง ซึ่งแตกต่างกันไปตามลักษณะประจำพันธุ์ ออกดอกเป็นช่อตรงส่วนยอดของลำต้น ดอกมีทั้งขนาดใหญ่และเล็ก ขึ้นอยู่กับพันธุ์ ผล มีลักษณะกลมมีหนามอ่อน ๆ สีเขียว เมื่อผลแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม ภายในมีเมล็ดแข็งรูปทรงกลมจำนวนหลายเมล็ด ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ซึ่งเกิดจากการผสมตัวเองหรือผสมข้าม หรือโดยการแยกหน่อ พุทธรักษาหลายพันธุ์ไม่ติดเมล็ด จึงไม่สามารถขยายพันธุ์โดยเมล็ด ต้องใช้วิธีการแยกหน่อหรือการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเข้าช่วย     
   
พุทธรักษาที่มีการติดเมล็ดในธรรมชาติได้ดี สามารถใช้วิธีการผสมข้ามพันธุ์เพื่อการปรับปรุงพันธุ์ได้ จึงสามารถสร้างลูกผสมได้โดยใช้แหล่งพันธุกรรมที่มีอยู่ในธรรมชาติ แต่พวกที่มีดอกขนาดใหญ่มักมีปัญหาเรื่องการเป็นหมันสูง ไม่ติดเมล็ด การได้พันธุ์ใหม่ไม่สามารถทำได้จากการผสมพันธุ์ มีทางเดียวที่จะได้พันธุ์ใหม่คือคอยให้เกิดการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาแต่เกิดในอัตราที่ต่ำและใช้ระยะเวลานานกว่าจะได้พันธุ์ใหม่ออกมา การที่จะทำให้มีการกลายพันธุ์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเกิดขึ้นในอัตราที่สูงจึงต้องนำเอาเทคนิคการเหนี่ยวนำให้กลายพันธุ์เข้ามาช่วย และสิ่งที่เหนี่ยวนำให้เกิดการกลายพันธุ์ที่ดีที่สุดของพุทธรักษา ก็  คือรังสีแกมมา ศูนย์บริการฉายรังสีแกมมาและวิจัยนิวเคลียร์เทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ร่วมกันปรับปรุงพันธุ์พุทธรักษาโดยการเหนี่ยวนำให้เกิดการกลายพันธุ์ด้วยการฉายรังสีแกมมา ทำให้ได้พุทธรักษาพันธุ์ใหม่ (พันธุ์กลาย) ที่มีลักษณะแปลกใหม่ สวยงาม แตกต่างไปจากพันธุ์เดิมหลากหลายพันธุ์ โดยนำเหง้าและหน่อพุทธรักษาเข้าฉายรังสีแกมมา ด้วยเครื่องฉายรังสีแกมมา ในปริมาณ 15-30 เกรย์
   
จากนั้นนำพุทธรักษาที่ฉายรังสีแล้วไปปลูก เมื่อพุทธรักษามีการสร้างหน่อใหม่และออกดอก ตรวจสอบลักษณะที่เปลี่ยนแปลงหรือกลายไปจากเดิม แยกต้นกลายออกมาปลูก เพื่อให้เกิดหน่อใหม่ หากหน่อใหม่ยังมีลักษณะกลายตามที่ตรวจพบ ก็จะได้พันธุ์ใหม่ที่คงตัวและขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนต่อไปได้ เป็นประโยชน์ในทางสันติอย่างหนึ่งของการนำพลังงานนิวเคลียร์หรือรังสีมาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์พืช
   
ปัจจุบันได้ขอขึ้นทะเบียนพันธุ์พืช ไว้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว จำนวน 37 พันธุ์ ในจำนวนพันธุ์ใหม่ที่  คัดได้ มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะต่าง ๆ หลายรูปแบบ ได้แก่ สีดอก รูปทรงดอก ขนาดดอก ความหนาของกลีบดอก สีใบ รูปร่างใบ ความหนาใบ ตลอดจนความสูงของต้น
   
ผู้สนใจ สอบถามได้ที่ ศูนย์บริการฉายรังสีแกมมาและวิจัยนิวเคลียร์เทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน โทร. 0-2942-8652.
 

สนับสนุนโดย

ก.พ.
08

ไก่เนื้อไทยสายพันธุ์ตาก

Written by คุณสาระ ชอบช่วย

วันเสาร์ ที่ 06 กุมภาพันธ์ 2553

ความนิยมของการบริโภคไก่พื้นเมืองของคนไทยยังมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยมีเนื้อแน่นและกลิ่นหอมกว่าไก่พันธุ์จากต่างประเทศ ราคาขายของไก่พื้นเมืองจึงสูงกว่า แต่ถ้าเลี้ยงไก่พื้นบ้านด้วยอาหารข้นจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูง เกษตรกรส่วนใหญ่จึงเลี้ยงไก่พื้นเมืองแบบปล่อยธรรมชาติ ปัจจุบันพบว่าปริมาณของไก่พื้นเมืองของไทยลดลงเป็นจำนวนมาก ด้วยสาเหตุหลักจากการเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ที่เรียกกันว่า “ไข้หวัดนก”
   
โครงการไก่เนื้อไทยสายพันธุ์ตาก จึงเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่าง กรมปศุสัตว์และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2550 มาจนถึงปี พ.ศ. 2552 โดยวิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ตากได้ปรับปรุงคัดเลือกไก่สายแม่พันธุ์เซี่ยงไฮ้ผสมกับพันธุ์ บาร์พลีมัธรอคและพันธุ์โร้ดไอแลนด์เรด นำมาผสมกับพ่อพันธุ์ไก่พื้นเมืองเหลืองหางขาวที่นำมาจากศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์กบินทร์ บุรี จ.ปราจีนบุรี เพื่อผลิตไก่ลูกผสมพื้นเมืองซึ่งมีการเจริญเติบโตเร็วและให้ไข่มากกว่าไก่พื้นเมืองทั่วไป เกิดเป็นไก่ลูกผสม 4 สายเลือดและตั้งชื่อพันธุ์ว่า “ไก่เนื้อไทยสายพันธุ์ตาก” เพียงแต่ในการเลี้ยงดูจะต้องใช้อาหารสำเร็จรูปร่วมด้วยไม่ต่ำกว่า 50% โดยเลี้ยงแบบกึ่งขังกึ่งปล่อยให้อาหารเช้า-เย็น ใช้อาหารสำเร็จรูปผสมรำปลายข้าวและข้าวโพดบดโดยหาซื้อในตลาดและโรงสีใกล้เคียง ให้กินหญ้ากินแมลงในธรรมชาติด้วย
   
ปัจจุบันไก่เนื้อไทยสายพันธุ์ตาก ส่วนหนึ่งได้นำไปแจกให้เกษตรกรเลี้ยงบนที่สูง อ.แม่สอด, แม่ระมาด, ท่าสองยาง, พบพระและอุ้มผาง เป็นต้น โดยพันธุ์ไก่ที่ส่งไปมีอายุ 1 เดือน พบว่าไก่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี เลี้ยงง่าย โตเร็วและแข็งแรง เมื่อนำข้อมูลการเลี้ยงมาสรุปร่วมกับงานวิจัยพบว่าเมื่อไก่เนื้อไทยสายพันธุ์ตากมีอายุได้ 12 สัปดาห์ หรือประมาณ 3 เดือน มีน้ำหนักตัวเฉลี่ยคละเพศ 1,300 กรัมต่อตัว และเมื่อเลี้ยงจนครบ 4 เดือนน้ำหนักเฉลี่ยของไก่เพศผู้จะได้ 1,600 กรัม และเพศเมีย 1,200 กรัม ซึ่งเป็นช่วงที่ไก่มีรสชาติดีที่สุด จำหน่ายได้ราคากิโลกรัมละ 65-70 บาท เมื่อชำแหละแล้วจำหน่ายได้ถึงกิโลกรัมละ 100-120 บาท  ขณะนี้ไก่ลูกผสมสายพันธุ์นี้เป็นที่ต้องการของ   ผู้บริโภคในเขต จ.ตากและจังหวัดใกล้เคียง  ได้แก่ จ.กำแพงเพชร, สุโขทัย, อุตรดิตถ์และนครสวรรค์ เป็นต้น   
   
ไก่เนื้อไทยสายพันธุ์ตากที่ผสมพันธุ์ได้ในครั้งนี้ คุณอนันต์ สุขลิ้ม นักวิชาการสัตวบาลชำนาญพิเศษบอกว่าเกษตรกรรายย่อยและเกษตรกรขนาดกลางสามารถนำ  ไปเลี้ยงในท้องถิ่นได้ แต่จะต้องเป็นการ เลี้ยงแบบโรงเรือนเปิดที่มีตาข่ายคลุมเพื่อป้องกันนกไม่ให้เป็นพาหะนำโรคเข้ามาในเล้า ซึ่งการเลี้ยงไก่จะสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรหลังการทำนา.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

สนับสนุนโดย

ก.พ.
08

‘สวนป่าเกดน้อมเกล้า’

Written by คุณสาระ ชอบช่วย

วันพุธ ที่ 27 มกราคม 2553

ร่วมสร้างปอดคนเมือง

"สวนป่าเกดน้อมเกล้า” ต.ทรงคนอง  อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ หนึ่งในพื้นที่เป้าหมายของการอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวของโครงการสวนกลางมหานคร ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงต้องการอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวบริเวณคุ้งบางกะเจ้า 6 ตำบล ได้แก่ ต.บาง น้ำผึ้ง ต.บางกอบัว ต.ทรงคนอง ต.บางกะเจ้า ต.บางกะสอบ และ ต.บางยอ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เพื่อให้เป็นปอดของคนกรุงเทพฯ    
   
นางเปรมปรีย์ ไตรรัตน์ ประธานคณะกรรมการป่าชุมชนทรงคนอง สะท้อนแนวคิดในการบริหารจัดการป่าชุมชนจำนวน 55 ไร่ ในพื้นที่หมู่ 2 และหมู่ 3   ต.ทรงคนอง หนึ่งในเป้าหมายของ การอนุรักษ์ให้เป็นพื้นที่สีเขียวว่า    “เราต้องการให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ของชุมชน เพื่อให้วิถีชีวิตของชุมชนที่   อยู่ใกล้ป่ามีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความปลอดภัย”
   
ปัจจุบันชุมชน ต.ทรงคนอง ได้ดำเนินการ ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม บรมราชกุมารี ในการใช้ประโยชน์พื้นที่ในลักษณะเป็นชุมชนดั้งเดิม ที่มีการอนุรักษ์พันธุ์ไม้และวิถีชีวิตชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งมีความเป็นอยู่เรียบง่ายอย่างในอดีต  มีการควบคุมสิ่งก่อสร้างอย่างเป็นระบบ  รวมทั้งดูแลด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เป็นต้นแบบของการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น อันจะนำมาซึ่งการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป
    
“เรามีห้องเรียนธรรมชาติเป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับเยาวชน ใช้ศิลปะเป็น ตัวดึงดูด ซึ่งทำให้เด็กสนใจเข้าร่วมกิจกรรมมากขึ้น แล้วจะสอดแทรก เรื่องการสอนให้รู้จักพันธุ์ไม้แต่ละชนิด ทำให้เด็กได้รู้จักชุมชนของตัวเอง และได้ซึมซับถึงความสำคัญของป่าชุมชนว่าทำให้สิ่งแวดล้อมดี อากาศดี น้ำดื่มสะอาด สิ่งสุดท้ายคือมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีปอดที่แข็งแรง เรามีเป้าหมายสูงสุดในการที่จะรักษาป่าให้อยู่รอด คือ การผลักดันให้เรื่อง ป่าชุมชนเข้าบรรจุในหลักสูตรท้องถิ่นของสถาบันการศึกษา ตอนนี้ทางโรงเรียนที่ตั้งอยู่ชุมชนบางกะเจ้า สนใจให้เด็กนักเรียนเข้ามาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก” นางเปรมปรีย์ กล่าว
   
นอกเหนือจากความหวังสูงสุดในการได้บรรจุในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ จะเป็นการรักษาป่าให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืนแล้ว นางเปรมปรีย์บอกว่า การหารายได้เพื่อมาหล่อเลี้ยงป่าชุมชน ก็เป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นชุมชนของเราจึงมองไปที่เรื่องของการท่องเที่ยว คือการจัดสวนป่าชุมชนให้สวยงาม สงบ ร่มรื่น สำหรับการเยี่ยมชมของนักท่องเที่ยวและมีกิจกรรมให้ผ่อนคลาย เช่น ขี่จักรยานชมสวน ชมวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรายได้  ที่หล่อเลี้ยงป่าชุมชนแห่งนี้จะมาจากการ  ทำกิจกรรมของบริษัทเอกชนที่เห็นความสำคัญว่าป่าชุมชนเมืองแห่งนี้เป็นที่สร้างปอดให้กับคนเมืองนับสิบล้านคน ที่อยู่ในกรุงเทพฯ และได้ทยอยมาร่วมกันปลูกป่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายในป่าแห่งนี้มีพรรณไม้ต่าง ๆ หลากชนิด เช่น ต้นยางนา โกงกาง ตีนเป็ดน้ำ คูน สะเดา ขี้เหล็ก ใบยอ  ใบเงิน มะยม มะขาม ฯลฯ
     
 นายบัญชา โพธิ์แย้มจิตร สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลทรงคนอง กล่าวว่า ดีใจที่ทุกคนเริ่มเห็นความสำคัญของป่าชุมชนซึ่งเปรียบเสมือนบ้านของพวกเราทุกคนทั้งในเขตกรุงเทพฯ และบริเวณใกล้เคียง จากแรกเริ่มเราปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบ
   
...แต่วันนี้ชุมชนเราสามารถรับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการป่าชุมชนได้อย่างเข้มแข็ง และจากความสำเร็จนี้ทำให้ได้รับบทบาทเป็นผู้นำในการถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ให้แก่กลุ่มและองค์กรต่าง ๆ ที่เข้ามาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง…
   
นับเป็นการจัดการป่าชุมชนโดยคนของชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วม ทำให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความปลอดภัย และที่สำคัญนับเป็นต้นแบบของการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่นอย่าง  แท้จริง.

สนับสนุนโดย

ม.ค.
27

Written by คุณสาระ ชอบช่วย

วัน

สนับสนุนโดย

ม.ค.
19

น้อมนำพระราชดำริ ‘ป่าเปียก’…ป้องกันไฟป่า

Written by คุณสาระ ชอบช่วย

วันพุธ ที่ 13 มกราคม 2553

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงคุณค่าอเนกอนันต์ของน้ำเป็นยิ่งนัก ทรงคำนึงว่าทุกสรรพสิ่งในสภาพแวดล้อมของมนุษย์นั้นจะเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้ หากรู้จักนำไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ให้ได้ เฉกเช่นเดียวกับพระราชดำริ “ป่าเปียก” (Wet Fire Break) ซึ่งเป็นทฤษฎีการพัฒนาป่าไม้ ด้วยการใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างแนวป้องกันไฟป่า กรมป่าไม้จึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริป่าเปียกมาดำเนินการเป็นโครงการป้องกันไฟป่าปีงบประมาณ 2553
   
นายสมชัย เพียรสถาพร อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า เนื่องจาก นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่สังกัด ทส. ดำเนินการป้องกันและประชาสัมพันธ์เรื่องไฟป่าให้ราษฎรในชุมชนที่อาศัยอยู่รอบพื้นที่ป่าไม้มีความรู้ความเข้าใจ รวมทั้งตระหนักถึงโทษและความเสียหายที่เกิดจากไฟไหม้ป่า ซึ่งไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อพืชพรรณธรรมชาติสัตว์ป่า สภาพดิน และน้ำแล้ว ยังก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตทรัพย์สิน และสุขภาพร่างกายของคนในพื้นที่ที่เกิดไฟป่า พร้อมขอให้ราษฎรในท้องถิ่นหันมาให้ความร่วมมือกับทางราชการในการป้องกันไฟป่าและหมอกควัน
   
กรมป่าไม้ได้น้อมนำแนวพระราชดำริ  “ป่าเปียก” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นแนวทางในการป้องกันไฟป่า ทั้งด้านการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อให้มีแหล่งน้ำ และส่งเสริมให้ราษฎรปลูกพืชเกษตร ไม้โตเร็ว และต้นกล้วย เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับผืนป่า ทำให้ป่าเขียวขจีอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้เกิดไฟป่าได้ยาก ซึ่งเป็นแนวในการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้ และป้องกันไฟป่าในระยะยาวที่ได้ผลอย่างยั่งยืน
   
การดำเนินงานในปีงบประมาณ 2553 นี้ กรมป่าไม้ได้จัดทำโครงการป้องกันไฟป่าในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โดยให้ชุมชนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า จำนวน 300 หมู่บ้าน 48 จังหวัดทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการฯ โดยกรมป่าไม้ จะจัดหาอุปกรณ์ในการดับไฟ พร้อมทั้งให้ความรู้ความเข้าใจในการดับไฟ และฝึกทักษะการปฏิบัติงานควบคุมไฟป่าอย่างถูกวิธี เพื่อให้ชุมชนเป็นแนวร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้ของชาติ รวมทั้งสร้างความรักและสามัคคีในการร่วมแรงร่วมใจกันในการดับไฟ และรักษาป่าของชุมชนไว้ไม่ให้เกิดไฟไหม้ โดยหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการ ที่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่าได้สำเร็จ หรือช่วยกันดับไฟทุกครั้งที่เกิดไฟป่า โดยพื้นที่ป่าที่ เสียหายจากการเกิดไฟป่าไม่เกินร้อยละ 5 ของพื้นที่ที่ยื่นเสนอเข้าร่วมโครงการ จะได้รับเงินอุดหนุนในการป้องกันไฟป่าและควบคุมหมอกควันจากกรมป่าไม้ หมู่บ้านละ 100,000 บาท
   
นอกจากนี้กรมป่าไม้จะมอบเตาถังเดี่ยวให้กับทุกหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการฯเพื่อเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมให้ชุมชนในพื้นที่เก็บเศษไม้ ปลายไม้ และกิ่งไม้แห้งที่จะเป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้เกิดไฟป่า มาเผาในเตาถ่านที่ถูกหลักวิธีจะทำให้ได้ถ่านไม้ไว้ใช้ในครัวเรือน และนำไปขายเป็นรายได้เสริมให้แก่ราษฎรอีกทางหนึ่งด้วย
   
สำหรับเตาถังเดี่ยวของกรมป่าไม้ ประยุกต์มาจากถังน้ำมัน 200 ลิตร นำมาเจาะรูขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ใน 3 ระดับระดับละ 8 รู รวม 24 รู ให้กระจายในแนวรัศมีทั้งด้านบนและด้านล่าง ฝาปิดด้านบนทำมาจากแผ่นเหล็กเจาะรูตรงกลางขนาด 10 เซนติเมตร จำนวน 1 รู เพื่อให้ควันระบายออกทางด้านบนได้สะดวก อายุการใช้งานของเตาประมาณ 2-3 ปี โดยไม้ที่นำมาเผาจำนวน 100 กิโลกรัม สามารถผลิตถ่านได้ 12-20 กิโลกรัมใช้เวลาในการเผาเพียง 1 วันเท่านั้น
   
อย่างไรก็ตามโดยลำพังกรมป่าไม้เพียงหน่วยงานเดียว คงจะไม่สามารถป้องกันไฟป่าที่จะเกิดขึ้นในป่าสงวนแห่งชาติได้ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วน ฉะนั้นหากพบเห็นไฟไหม้ป่า ขอความร่วมมือราษฎรให้ช่วยกันดับไฟตั้งแต่แรกเห็นเพื่อมิให้ไฟขยายเป็นวงกว้าง หากรุนแรงจนไม่สามารถดับได้ ให้รีบแจ้งศูนย์ส่งเสริมการควบคุมไฟป่าทั้ง 4 ภาค ภาคกลางที่ 0-3721-1275 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ 0-4337-0576 ภาคเหนือที่ 0-3537-4511 ภาคใต้ที่ 0-7537-8283 หรือส่วนกลาง ณ กรุงเทพมหานครที่ 0-2561-5127 เพื่อเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้จะได้รีบดำเนินการดับไฟทันที.

สนับสนุนโดย

ม.ค.
13

‘ปูม้านิ่ม’ ของดีมีคุณค่า…

Written by คุณสาระ ชอบช่วย

วันพุธ ที่ 06 มกราคม 2553

สมัยก่อนยังไม่รู้จัก “ปูนิ่ม” ได้แต่นึกว่า ปูมันนิ่มได้อย่างไร ทำไมปูถึงนิ่ม...ตอนหลังจึงได้รู้ว่า ปูทุกตัวต้องผ่านการลอกคราบ กว่าจะโตเต็มที่ต้องลอกคราบกว่า 10 ครั้ง ปูนิ่มคือปูที่ลอกคราบใหม่ ๆ มันสลัดกระดองเก่าทิ้งไป เหลือแต่เยื่อบาง ๆ หุ้มตัวปูที่มีลักษณะนิ่ม นี่แหละที่เขาเรียกกันว่า ปูนิ่ม ที่สามารถบริโภคได้ทั้งตัว เป็นที่ชื่นชอบของผู้ชอบกินปูแต่ไม่ชอบแกะเปลือก คิดดูสิ รับประทานปูตอนที่มันกระดองแข็ง ๆ บางทีแกะไปมันก็ทิ่มตำมือเลือดไหลก็มี ต้องลำบากคนนั่งข้าง ๆ แกะให้รับประทานอีก...
   
สำหรับวันนี้จะพูดถึง “ปูม้านิ่ม”ที่ยังรู้จักมักจี่กันไม่มากนัก เพราะส่วนใหญ่คนไทยรู้จักปูดำนิ่มมากกว่า ที่เห็นรับประทานกันอยู่ตามร้านอาหาร (ใหญ่ ๆ) ก็คือปูดำนิ่มนั่นเอง ส่วนปูม้านิ่มนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ มยุรี จัยวัฒน์ แห่งคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ดำเนินการร่วมกับเกษตรกร และผู้ประกอบการปูนิ่ม ผลิตปูม้านิ่ม นำร่องธุรกิจที่บ้านเกาะเตียบ ต.ปากคลอง อ.ปะทิว จ.ชุมพร แล้วนำไปทดสอบตลาด พบว่าได้รับการตอบรับสูง แต่ ผศ.มยุรี บอกว่า ปูม้านิ่มลอกคราบแล้วสร้างเปลือกแข็งเร็วมาก เร็วกว่าปูดำ ไม่ถึงชั่วโมงกระดองก็แข็งแล้ว ชาวประมงเมื่อจับได้ปูม้าสองกระดองหรือ ปูม้าที่เพิ่งลอกคราบใหม่ ๆ มักแยกไว้รับประทานกันเองเพราะอร่อยด้วยรสชาติแท้ ๆ ของปูและความนุ่มแน่นของเนื้อปู ปูม้านิ่มสำหรับคนไทยจึงเป็นของหายาก และเป็นของแปลกใหม่ ในขณะที่ปูม้านิ่มของฝรั่ง (soft shell blue crab) ซึ่งมีลักษณะคล้ายปูม้าของไทยมากกลับเป็นสินค้าที่ฝรั่งนิยมรับประทานมานานกว่า 100 ปี เพราะมีสีสันสวยงาม มีรูปลักษณ์น่ารับประทาน ไม่ต้องแกะกระดองปูออกก่อน และมีจำหน่ายเฉพาะบางช่วงฤดูกาลเท่านั้น
   
“ไม่เฉพาะแต่กระดองปูที่แข็งตัวเร็ว แต่มีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดความยุ่งยากมากขึ้นไปอีกที่นักวิจัยต้องใช้ความพยายามนำวิทยาศาสตร์ผสมผสานกับภูมิปัญญาคนไทย สร้างเทคโนโลยีใหม่ในการผลิตให้มีปริมาณผลผลิตมากขึ้นและดีขึ้นโดยลำดับ เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากรไทย และเพื่ออนาคตของเกษตรกรไทยจากปูกระดองแข็งเป็นปูกระดองนิ่ม หรือปูนิ่ม ธรรมชาติได้เพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้กับการบริโภคปูในระดับหนึ่ง อย่างที่ทราบกันโดยทั่วไป ก่อนการลอกคราบ ปูจะลดการเคลื่อนไหว จะไม่กินอาหาร ปูนิ่มจึงสะอาด ปริมาณแบคทีเรียปนเปื้อนต่ำมาก ไม่พบแบคทีเรีย ก่อโรค ในขณะเดียวกันปูจะดูดซับและสะสมของดี ๆ เช่นธาตุอาหาร และสารอาหาร ทั้งจากน้ำทะเลและจากกระดองเดิมเข้าไว้ในตัวก่อนจะสลัดกระดองเก่าทิ้ง” ผศ.มยุรี กล่าว
   
การเพิ่มคุณค่าทางอาหารของปูม้านิ่มเกิดจากการดูดซับและสะสมสารอาหารเข้าสู่ร่างกายเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต ผลการวิเคราะห์ทางเคมีพบว่า ปูม้านิ่ม 100 กรัมให้สารอาหารแตกต่างจากปูม้ากระดองแข็งและแหล่งอาหารอื่น ๆ โดยให้คุณค่าทางอาหารที่เหมาะกับยุคสมัยของคนรักสุขภาพ เช่น ให้พลังงานต่ำ (56 กิโลแคลอรี) ไขมันต่ำ (1.1 ก.) คอเลสเตอรอลต่ำ (73 มก.) แคลเซียมสูง (257 มก.) ใยอาหารสูง (0.72 ก.) กินแล้วไม่ต้องกังวลเรื่องอ้วน เรื่องโรคหัวใจ  ให้ปวดศีรษะ
   
จากผลการวิจัยพบว่า ปูม้าเพศผู้มีการเพิ่มขึ้นของขนาดและน้ำหนักสูงกว่าปูม้าเพศเมียอย่างมีนัยสำคัญ การทดลองปูม้าเพศผู้ ขนาดกระดองก่อนลอกคราบ 4.1-5.3 ซม. หนัก 38.9-85.6 ก. หลังลอกคราบ ขนาดกระดองเพิ่มขึ้น 0.4-0.9 ซม. คิดเป็นร้อยละ 9.76-19.51 เฉลี่ยร้อยละ 14.89 น้ำหนักเพิ่มขึ้น 23.5-50.7 ก. คิดเป็นร้อยละ 54.34-89.32 เฉลี่ยร้อยละ 65.79
   
ส่วนปูม้าเพศเมีย ขนาดกระดองก่อนลอกคราบ 3.1-5.6 ซม. หนัก 20.1-78.2 ก. หลังลอกคราบขนาดกระดองเพิ่มขึ้น 0.4-0.8 ซม. คิดเป็นร้อยละ 9.26-17.02 เฉลี่ยร้อยละ 12.62 มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 9.4-23.5 ก. คิดเป็นร้อยละ 30.05-60.26 เฉลี่ยร้อยละ 43.32
   
สำหรับผู้สนใจร่วมผลิตปูม้านิ่มเป็นการค้า โทรฯ ไปสนทนา กับ ผศ.มยุรี จัยวัฒน์ ได้ที่ 08-1341-7057.

สนับสนุนโดย

ม.ค.
06

‘ทองกวาว’ สีสันแห่งป่าเบญจพรรณ

Written by คุณสาระ ชอบช่วย

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม 2552

หากไปชนบททางภาคเหนือ หรือภาคอีสานในช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคม ก็จะเห็นต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ออกดอกที่มีสีสดทั้งต้น คือออกเป็นสีส้มออกไปทางสีแดง บางต้นหรือบางถิ่นต้นไม้ชนิดเดียวกันนี้ก็  จะออกดอกเป็นสีเหลือง ต้นที่มีสีเหลือง พบที่เชียงราย อุบลราชธานี สุรินทร์ ไม้ชนิด  นี้ชาวอีสานเรียก จาน ชาวเหนือเรียกว่า   ก๋าว ซึ่งมันก็มาจาก ทองกวาว นั่นเอง และชาวสุรินทร์ก็นิยมเลี้ยงครั่งบนต้นทองกวาว นี่เอง
   
ทองกวาว เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 12-18 เมตร เปลือกต้นเป็นปุ่มปม กิ่งอ่อนมีขนละเอียดสีน้ำตาลหนา การแตกกิ่งก้านไปในทิศทางที่ไม่ค่อยเป็นระเบียบ ดอกใหญ่รูปดอกถั่วสีเหลืองถึงแดงแสด ออกเป็นช่อตามกิ่งก้านและที่ปลายกิ่ง ดอกออกเป็นช่อคล้ายดอกทองหลาง มีความยาว 6-15 เซนติเมตร มีดอกย่อยเกาะเป็นกลุ่ม เวลาบานมี 5 กลีบ จะออกดอกดกที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี
   
ผลมีลักษณะเป็นฝักสีน้ำตาลอ่อน แบน โค้งงอเล็กน้อย ไม่แตก ด้านบนหนาแตกเป็น 2 ซีก มีเมล็ดขนาดเล็กอยู่ภายใน 1 เมล็ด ฝักยาวประมาณ 10-12 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร การขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด การปลูกนั้นนิยมปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน ขนาดหลุมปลูก 50x50x50 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วนอัตรา 1:2 ผสมดินถ้าปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านหรืออาคารควรให้มีระยะห่างที่เหมาะสม เพราะทองกวาวเป็นไม้ที่มีทรงพุ่มใหญ่พอสมควร
   
ทองกวาวต้องการแสงแดดจัด ควรปลูกกลางแจ้ง ต้องการปริมาณน้ำปานกลาง ควรให้น้ำ 7-10 วัน/ครั้ง ชอบดินร่วนซุย ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 2:3 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ปีละ 3-5 ครั้ง ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรค เพราะเป็นไม้ที่ทนต่อโรคพอสมควร
   
ประโยชน์มีกล่าวไว้ว่า เปลือก ใช้ทำเชือกและกระดาษ มีงานวิจัยพบว่า สาร สกัดจากเปลือก ช่วยเพิ่มขนาดหน้าอก   ให้ใหญ่ขึ้น แต่จะลดจำนวนอสุจิ  ยาง แก้ท้องร่วง ใบ ตำพอกฝีและสิว ถอนพิษ แก้ปวด ท้องขึ้น ริดสีดวง เข้ายาบำรุงกำลัง ดอก ต้มดื่มเป็นยาแก้ปวดถอนพิษไข้ ขับปัสสาวะ ดอกสีเหลืองให้สีเหลือง ดอก   สีแสดให้สีแสด ใช้ย้อมผ้า เมล็ด ใช้ขับพยาธิตัวกลม บดให้ละเอียดผสมกับน้ำมะนาวทาแก้คันและแสบร้อน ฝัก ต้มเอาน้ำเป็นยาขับพยาธิ บดผสมมะนาวทาบริเวณผื่นคัน ราก ต้มรักษาโรคประสาท บำรุงธาตุ
   
คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นทองกวาวไว้ประจำบ้านจะทำให้มีเงินมีทองมาก เพราะทองกวาวเป็นไม้มงคลนาม คือสามารถมีทองได้ตามธรรมชาติหรือมีทองมากนั่นเอง นอกจากนี้ดอกยังมีความสวย เรืองรองดั่งทองธรรมชาติ ฉะนั้น คนจึงเรียกว่า ทองธรรมชาติ ทองพรหมชาติ ก็ว่า   กันไป ...หากแต่บางคนไม่นิยมปลูกไว้บริเวณบ้าน เนื่องด้วยบางท้องถิ่นนิยมเรียกกันสั้น ๆ เฉพาะคำข้างหน้าเท่านั้นจาก ดอกทองกวาว จึงเป็นแค่ดอกทอง...ไม่มีคำว่า กวาวต่อท้าย ความหมายจึงเปลี่ยนไป อันนี้ก็แล้วแต่คนจะคิดกันไป ต่างคนก็ต่างจิตต่างใจ...
   
ตามความเชื่อ เขาบอกว่า ควรปลูกต้นทองกวาวไว้ทางทิศใต้จะเป็นมงคลยิ่ง ผู้ปลูกควรปลูกในวันเสาร์เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาคุณทั่วไปให้ปลูกในวันเสาร์ ถ้าให้เป็นสิริมงคลยิ่งขึ้นผู้ปลูกควรเป็นผู้ใหญ่ที่ควรเคารพนับถือ และเป็นผู้ที่ประกอบคุณงามความดีก็จะเป็นสิริมงคลยิ่งนัก
   
ธงชัย เปาอินทร์ ระบุไว้ว่า กรณี ทองกวาวสีเหลือง ถ้าเพาะกล้าจากเมล็ด จะได้ดอกสีแสดไม่เหมือนต้นแม่ ถ้าใช้การ   ปั่นหรือการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะได้ต้นกล้าทองกวาวดอกเหลืองเหมือนต้นแม่
   
หมายเหตุ ข้อมูลจาก หนังสือต้นไม้ยาน่ารู้ ของ ธงชัย  เปาอินทร์, วีกิพีเดีย และ www.dnp.go.th/

จีร์ ศรชัย
เพิ่มเติมข้อมูลได้ที่ farmdaily@dailynews.co.th

สนับสนุนโดย

ธ.ค.
18

ป่าชุมชนบ้านบางลาด…ตัวอย่างของความร่วมมือ

Written by คุณสาระ ชอบช่วย

วันพุธ ที่ 04 พฤศจิกายน 2552

ปัจจุบัน คนเห็นคุณค่าของทรัพยากรป่าไม้กันมากขึ้น ไม่มุ่งใช้ประโยชน์เพียงอย่างเดียว แต่มีการสร้างเสริมขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการปลูกป่าทดแทน การปลุกจิตสำนึกให้ผู้ใช้ประโยชน์จากป่ารู้คุณค่าของป่า รู้จักการอนุรักษ์ รู้จักวิธีการที่คนจะอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างดี รู้จักการใช้เพื่อที่ผืนป่าจะให้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน นับเป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้ป่าในประเทศไทยไม่ลดลงมากไปกว่านี้ นอกจากภาครัฐจะ ส่งเสริมให้อนุรักษ์ป่าแล้ว เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่มีหน่วยงานภาคเอกชนที่เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ป่าเช่นกัน
   
ดังเช่นป่าชุมชนที่จะเล่าให้ฟังดังต่อไปนี้คือ ป่าชุมชนบ้านบางลาด ต.หนองหัววัว  อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร ที่มีหลายหน่วยงานเข้าร่วมขบวนการคือ กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ บริษัทสยามฟอเรสทรี จำกัด ได้ดำเนินโครงการ “ชุมชนรักษ์ป่า สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” มีเป้าหมายในการดำเนินการเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมด้านป่าชุมชนให้แก่ชุมชน ที่ได้รับการอนุมัติจัดตั้งเป็นป่าชุมชนจากกรมป่าไม้แล้ว รวมพื้นที่ประมาณ 12,000 ไร่ ภายในระยะเวลา 5 ปี มีพื้นที่เป้าหมายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคตะวันตก
   
ป่าชุมชนบ้านบางลาด ต.หนองหัววัว อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร เกิดขึ้นจากการที่เมื่อปี 2535 เมื่อ นายกว้าง อุดมสุข ผู้ใหญ่บ้านบางลาดได้ไปศึกษาดูงานด้านการอนุรักษ์ป่าเพื่อถวายในหลวงและพระราชินี จ.นครสวรรค์ และ จ.อุทัยธานี หลังกลับจากดูงานก็นำมาคุยกับชุมชนและ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และในปี 2550 ผู้นำชุมชนและราษฎรบ้านบางลาดได้จัด ประชาคม เพื่อเสนอจดทะเบียนจัดตั้งกับกรมป่าไม้ ให้ป่าชุมชนบ้านบางลาดเป็นป่าชุมชนของบ้านบางลาด ตามโครงการป่าชุมชนของกรมป่าไม้ โดยได้รับคำแนะนำจากศูนย์ศึกษาและพัฒนาวนศาสตร์ชุมชน (นครสวรรค์) และก็ได้รับการอนุมัติ ให้จัดตั้งเป็นป่าชุมชน เนื้อที่ทั้งหมด 2,000 ไร่-งาน-ตารางวา มีอาณาเขตดังนี้ ด้านทิศเหนือจรด หมู่ 7 ต.ห้วยยั้ง ด้านทิศตะวันออกจรด หมู่ 7 ต.หนองหัววัว ด้านทิศใต้จรด หมู่ 3 ต.หนองหัววัว ทิศตะวันตกจรด ต.ท่าไม้
   
ลักษณะภูมิประเทศ เป็นที่ราบเชิงเขา มีสภาพป่าเป็นป่าที่กำลังฟื้นตัว และบางพื้นที่เป็นป่าที่เสื่อมโทรมมีต้นไม้ขนาดเล็กขึ้น ชนิดป่าที่พบ 2 ชนิด โดยชนิดแรกเป็น ป่าเบญจพรรณ หรือ ป่าผลัดใบผสม เป็นป่าไม้ผลัดใบตามฤดูกาล ป่าที่พบอีกชนิดหนึ่งเป็น ป่าเต็งรัง ป่าแพะ ป่าแดง หรือ ป่าโคก บางแห่งเรียกป่าชนิดนี้ว่า “ป่าแดง”

ทรัพยากรด้านพืชหรือต้นไม้ พันธุ์ไม้ที่สำคัญในป่าเบญจพรรณหรือป่าผลัดใบผสม ได้แก่ ไม้สัก แดง ประดู่ มะค่าโมง ชิงชัน กราด แสลงใจ มะขามป้อม พะยอม ตะแบก เก็ดแดง พฤกษ์ รกฟ้า ยมหิน มะเกลือ ซ้อ งิ้วป่า มะกอก สมอไทย สมอพิเภก โมกมัน เป็นต้น พืชชั้นล่างก็มีพวกหญ้า พวกกก ไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ เช่น ไผ่ป่า ไผ่บง ไผ่ข้าวหลาม ไผ่ซาง ไผ่รวก ไผ่ไร่ ไผ่ซางหรือไผ่นวล และพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่าเต็งรัง ได้แก่ เต็ง รัง เหียง พลวง
   
พืชเหล่านี้ล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหาร นำไปใช้สอยต่อเติมบ้านเรือน ทำเครื่องมืออุปกรณ์การเกษตร หรือ ประโยชน์ด้านสมุนไพร แม้ว่าไม่มีประโยชน์ในด้านที่กล่าวมาแต่ก็มีประโยชน์ในด้านสิ่งแวดล้อม… รักษาความชุ่มชื้นให้ผืนแผ่นดิน…
   
สำหรับพืชที่มีประโยชน์ด้านสมุนไพร เช่น ต้นสมอพิเภก ส่วนต่าง ๆ ของต้นนำมาใช้ประโยชน์ได้ดังนี้ ราก แก้โลหิตอันทำให้ร้อน เปลือกต้น แก้ปัสสาวะพิการ แก่นต้น แก้ริดสีดวงลวก ใบ แก้บาดแผล ดอก แก้โรคตา ผลอ่อน แก้ลมแก้ไข้ เป็นยาถ่าย ผล แก้ลมแก้ไข้ ทำให้ชุ่มคอ แก้ลมอัมพาต แก้ผิวหนังเป็นตุ่มหนอง
   
สำหรับต้นไม้ชนิดอื่น ๆ นั้นก็มีสรรพคุณที่แตกต่างกันไปทางด้าน ทรัพยากรด้านสัตว์ป่านั้นมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับสัตว์ป่าในหลาย กลุ่มหลายประเภท การปกคลุมเรือนยอดไม่หนาแน่นมาก สภาพป่าที่ไม่ชื้นมากเกินไปเหมาะกับสัตว์ป่าหลายชนิดที่จะดำรงชีพได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ป่าเบญจพรรณที่ต่อกับป่าเต็งรัง ทำให้ป่าชนิดนี้เป็นแหล่งหลบภัยและพักนอนของสัตว์ กินหญ้าทั่วไป รวมถึงเป็นแหล่งอาหารในช่วง ฤดูแล้งที่ป่าผลัดใบถูกไฟเผาโล่งเตียนด้วย สัตว์ป่าที่สามารถพบเห็นได้ในป่าชุมชนบ้านบางลาด เช่น ไก่ป่า กระรอก กระแต ค้างคาว กระต่ายป่า กิ้งก่า แย้ งู ตะกวด นกชนิดต่าง ๆ ตุ๊กแก ผึ้ง แมลงชนิดต่าง ๆ ปลาชนิดต่าง ๆ เป็นต้น
   
นายกว้าง อุดมสุข บอกว่า อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ป่าชุมชนเข้ามาสนับสนุนการดูแลป่าชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นพี่เลี้ยงให้ชุมชนทั้งในเรื่องงบประมาณ กฎหมาย และเรื่องอื่น ๆ ที่จำเป็นในการดูแลป่าชุมชน โดยเฉพาะป้าย แผนที่ และกฎระเบียบป่าชุมชน เป็นต้น
   
…นับเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จในการจัดการป่าชุมชนโดยคนในชุมชนเองและหน่วยงานของภาครัฐและภาคเอกชนที่เข้ามาสนับสนุน.

เธียรจรัส

สนับสนุนโดย

ธ.ค.
14