แก้อาการเครียดจากการทำงาน : ทำงาน งานเครียด เครียดงาน แก้เครียด เครียดจากการทำงาน

Written by Ju_Writer

อาการปวดหัวจากการทำงานแก้ไขได้ไม่ยาก ก่อนอื่นต้องมีสติก่อนนะคะ

แก้อาการเครียดจากการทำงาน

แก้อาการเครียดจากการทำงาน

จัดแต่งโต๊ะใหม่ ลองหาเวลาจัดโต๊ะทำงานใหม่ ให้สะอาดหมดจด เรียบร้อน เท่านี้ก็มีส่วนช่วยลดความเครียดได้นะ

มองโลกในแง่ดี ก่อนเริ่มทำงาน ลองคิดถึงเรื่องดี ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นกับชีวิตของคุณ  ยอมรับสิ่งที่เป็นอยู่ อย่าคิดถึงผลที่จะออกมา แค่สนใจงานที่อยู่ในมืออย่างเต็มที่ แล้วคุณจะรู้สึกผ่อนคลายขึ้น

พักผ่อนให้เพียงพอ ควรนอนหลับอย่างน้อย 7-10 ชั่วโมง ถึงจะดีต่อร่างกาย ถ้ายังมุ่งมั่นทำงานทั้งที่ร่างกายและสมองไม่พร้อม งานก็อาจจะผิดพลาดกว่าเดิมได้นะ

รับแสงบ้าง แทนที่เวลาพักคุณจะไปนั่งแกร่วอยู่ตามโรงอาหารบริษัทฯ ก็หาเวลาไปเดินรับแสงแดดอุ่นยามเช้า หรือยามเย็น สักแค่นาที ก็ช่วยให้สมองปลอดโปร่งได้

ออกกำลังกาย เป็นการทำให้ร่างกายและสมองผ่อนคลาย เหมือนได้ปลดปล่อยเป็นอิสระ หาเวลาออกกำลังกายวันละ 15-30 นาที เท่านี้ก็ลดความเครียดได้แล้ว

ที่มา : kapook

ม.ค.
27

วิธีดูแลตัวเองในที่ทำงานอย่างง่าย : ทำงาน ดูแลตัวเอง วิธีดูแลตัวเอง ดูแลตัวเองในที่ทำงาน ผ่อนคลายจากการทำงาน

Written by Ju_Writer

ดูแล สุขภาพ, ดูแล ร่างกาย

มาผ่อนคลายด้วยวิธีง่าย ๆ ที่จะทำให้คุณถอยห่างจากโรคออฟฟิศซินโดรมกันค่ะ

พิมพ์เอกสารให้เจ้านายทั้งวันจนปวดข้อ
● ลูกโยโย่ช่วยคุณได้ เพียงแค่เล่นโยโย่ในช่วงพักเบรก ก็สามารถช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณมือและข้อมือได้แล้วแถมยังแก้เครียดได้อีกด้วย ใช้เวลาประมาณ 1 นาที

เดินใส่ส้นสูงทั้งวันจนเมื่อยขาและปวดน่องไปหมด

ท่าที่ 1
ถอดรองเท้า นั่งหลังตรง แยกขาออกพอประมาณ ค่อย ๆ จิกปลายเท้าขึ้น – ลงกับพื้น ทำซ้ำ 5 – 10 ครั้ง
ท่าที่ 2
ถอดรองเท้า เหยียดขาออกไปข้างหน้าให้ตึง วางส้นเท้ากับพื้น ชันส้นเท้าขึ้นทำมุมฉากกับพื้นเท่าที่ทำได้ (กล้ามเนื้อขาจะเกร็งโดยอัตโนมัติ) แล้วค่อย ๆ แยกเท้าออกทำมุม 45 องศา
หันปลายเท้าเข้าหากันจนหัวแม่เท้าทั้งสองข้างแตะชิดกัน ค้างไว้ 3 – 4 วินาที
ทำซ้ำได้ตามต้องการ


อ่านต่อ

ม.ค.
14

ความเครียดเกิดจากใครกันแน่ : ความเครียด เครียด เกิดความเครียด ความเครียดเกิดจากใคร เครียดงาน

Written by Ju_Writer

คุณอาจไม่แน่ใจ และไม่รู้ตัวว่าความเครียดส่วนใหญ่นั้นเกิดจากตัวคุณเองหรือไม่ ลองสำรวจดูกันเอาเองนะคะ เพื่อที่จะได้หายจากความเครียดกันเร็ว ๆ

1. หาเงินไม่พอใช้
หากคุณคิดว่า เงินเดือนของคุณไม่พอใช้ นั่นไม่ใช่ปัญหา ทุกคนที่มีความสามารถ หากรู้จักใช้ความสามารถของตนอย่างชาญฉลาด จะไม่มีทางหาเงินไม่พอใช้ หากคุณได้เงินเดือนน้อย คุณอาจต้องขยันมากขึ้น หาอาชีพเสริม ทำธุรกิจค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือรับจ๊อบเพิ่มเติม เพื่อให้มีรายได้มากขึ้น

2. ไม่มีใครรัก
หากคุณคิดว่า ไม่มีใครรักคุณ เจ้านายปฏิบัติต่อพนักงานคนอื่นดีกว่าที่ปฏิบัติต่อคุณ คุณเคยคิดหรือไม่ว่าบางทีอาจเป็นเพราะตัวคุณเอง บางทีคุณอาจคร่ำครวญไปเอง หรือยังทำตัวแบบเด็ก ๆ ที่ต้องให้คนมาคอยดูแลเอาใจใส่ ลองใช้มุมมองของผู้ใหญ่ในการมองสิ่งต่าง ๆ อาจทำให้คุณเข้าใจอะไร ๆ ได้ดีขึ้น

3. เจ้านายไม่ดี
คุณอาจเครียดที่มีเจ้านายเอาแต่ใจ ไม่ฟังเหตุผล คุณพยายามโต้เถียงเอาชนะให้ได้ แต่นั่นยิ่งดูเหมือนคุณจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อยู่ตลอด จงยอมรับว่าเป็นธรรมชาติของเจ้านาย ที่คุณไม่ควรจะไปงัดข้อกับเขา เพราะการต่อสู้ยิ่งทำให้คุณเกิดความเครียดมากขึ้นอีก

4. งานเยอะเกินไป เวลาน้อยเกินไป
คนทำงานส่วนใหญ่มักบอกกับตัวเองว่างานเยอะ เวลาน้อย ทำไม่ทัน บอกตัวเองว่ามันเป็นเรื่องปกติของการทำงาน ขอเพียงตั้งสติ ให้ดี อย่าลนลาน ค่อย ๆ วางแผนจัดสรรเวลาและบริหารจัดการงานต่าง ๆ คุณก็จะค่อย ๆ สะสางงานไปทีละอย่างจนเสร็จ ซึ่งคุณอาจพบว่าจริง ๆ แล้วคุณมีเวลาเหลือให้ครอบครัว และตัวคุณเองตั้งเยอะ

5. มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน
ปัญหานี้ก็เป็นเรื่องปกติในทุกที่ทำงาน ที่ทำให้คุณรู้สึกว่าเข้ากันไม่ได้กับเพื่อนร่วมงานบางคน ในทางกลับกันเขาอาจจะมีความรู้สึกเช่นเดียวกับคุณก็ได้ จงเปิดใจให้กับพวกเขา ลดความทิฐิลง แล้วคุณจะพบว่ามันอาจไม่เลยร้ายอย่างที่คุณคิด

6. ผู้บริหารไม่ดี
ต้องยอมรับว่าคนทุกคนไม่ได้สมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง ผู้บริหารก็เช่นกัน บางบริษัทอาจมีผู้บริหารที่บริหารงานเก่ง แต่บางบริษัท อาจมีผู้บริหารที่ไม่เอาไหน อย่าเพิ่งสรุปว่าผู้บริหารของคุณไม่ดีจากสิ่งที่คุณเห็นเพียงบางเรื่อง เพราะอาจยังมีอีกหลายอย่างที่เขาสามารถ
ทำได้ดีกว่าคุณ

ที่มา : JobsDB

ม.ค.
13

ปลดอารมณ์ สร้างความสำเร็จในองค์กร : ความสำเร็จ ความสำเร็จในองค์กร ปลดอารมณ์ สร้างความสำเร็จ องค์กรประสบความสำเร็จ

Written by Ju_Writer

คนเราทุกคนต่างมีทั้งความสุข ความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น เริ่มตั้งแต่วัยเด็ก ล่วงมาจนถึงวัยรุ่น จนกระทั้งย่างก้าวเข้าสู่วัยทำงาน แต่เหมือนว่าเรายิ่งโตขึ้นเท่าใด ปัญหาที่เข้ามาในชีวิตเราก็มีมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งโตยิ่งคิดมาก ซึ่งพูดได้เลยว่าบางคนมีทุกข์มากกว่ามีสุข ทั้งปัญหาเรื่องความรัก ปัญหาการเรียน และโดยเฉพาะปัญหาด้านการงาน ที่ทำให้หลาย ๆ คนปวดหัว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากหัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน หรืองานที่ได้รับมอบหมาย บางคนถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ ปวดหัว หัวใจเต้นแรง และหงุดหงิดง่าย

ซึ่งความทุกข์ ที่ส่งผลให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวล ความไม่พอใจ ย่อมส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ ซึ่งอาจมีผลต่อความสำเร็จขององค์กรอีกด้วย ทำให้การดูแลร่างกายและจิตใจของพนักงานควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะการทำงาน จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับองค์กรในยุคปัจจุบัน

คนทำงานร้อยทั้งร้อยต่างมีความเครียด ซึ่งทุกครั้งที่เกิดอารมณ์รุนแรง ร่างกายของเราก็จะฉีดสารพิษออกมาทำลายภูมิต้านทาน เมื่อภูมิต้านทานถูกทำลาย บวกกับการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการบริโภค ก็จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย ทั้งโรคหัวใจ ตับ มะเร็ง ไต จึงมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น ทั้งอัตราของคนเป็นโรคประสาท คนที่ฆ่าตัวตาย ก็มีเพิ่มมากขึ้น


Emotional Health เป็นศาสตร์ล้างพิษทางอารมณ์ ถูกค้นพบโดย ล้วนชาย ว่องวานิช นักธุรกิจหนุ่ม ทายาทรุ่นที่ 4 ของห้างขายยาอังกฤษตรางู ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ต้องเจอกับมรสุมชีวิต จนต้องหันไปศึกษาเรื่องการดูแลสุขภาพกายและใจจนค้นพบสูตรดังกล่าว ซึ่ง เป็นการสร้างความสมดุลแห่งกาย ใจ และอารมณ์ ที่ประกอบไปด้วยอาหารตามธาตุเจ้าเรือน การออกกำลังกายตามธาตุเจ้าเรือน และการล้างพิษทางอารมณ์ในห้องพีระมิด ห้องพิเศษ ที่สร้างขึ้นเพื่อดึงดูดพลังงานของโลกมาสู่ร่างกาย

โดยห้องพีระมิดถูกออกแบบเป็นพิเศษ คำนวณทิศทางได้มุมองศา ที่พร้อมดึงดูดพลังงานจากธรรมชาติ ทั้งอากาศ น้ำ ลม แสงแดด รวมทั้งพลังแม่เหล็กโลก เพื่อให้สามารถถ่ายทอดสู่จุดศูนย์กลางกายของผู้ปฏิบัติได้ ทำให้ร่างกายสดชื่นได้รับพลังงานของโลก และพร้อมปรับพลังงาน ในร่างกายของเราเข้าสู่สมดุล เมื่อได้รับพลังงานนี้ จะเกิดการกระเพื่อมของอารมณ์ในร่างกาย ความโกรธ ความเกลียด ความแค้น ความวิตกกังวล ที่เป็นพลังงานด้านลบ จะถูกแรงกดดันให้ร่างกายขับออกมา

ซึ่งการได้เรียนรู้ศาสตร์นี้ ทำให้มีขันติมากขึ้น เป็นคนอารมณ์เย็นมากขึ้น มีความสุข มีพลังของสติ พลังของสมาธิ สุขภาพก็ดีขึ้น กลุ่มคนทำงาน ที่ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายต่าง ๆ จึงเหมาะที่จะเรียนรู้ศาสตร์นี้ไว้ ก็จะช่วยให้ชีวิตดีขึ้น เพราะอารมณ์ที่เสียไป ไม่ได้เสียแค่อารมณ์ของตัวเอง แต่กระทบไปถึงคนรอบข้างด้วย

เพราะฉะนั้น ถ้าคนในองค์กรได้เข้าฝึกการล้างพิษทางอารมณ์ องค์กรนั้นก็จะมีความสุข เป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพ และองค์กรที่มีประสิทธิภาพนี่เอง ที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จ ผลกำไร ในที่สุด ก็จะเป็นองค์กรที่ช่วยเหลือสังคมได้ นอกจากการขาดลามาสายที่ลดน้อยลงแล้ว ความขัดแย้งในองค์กรยังปรากฏให้เห็นน้อยลง ประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มสูงขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือเมื่อองค์กรดี ลูกค้าก็รักองค์กร เลือกซื้อสินค้าของบริษัท ผู้ลงทุนก็อยากลงทุนกับบริษัท เพราะเห็นว่าเป็นบริษัทที่ดี

อ้างอิง : ล้วนชาย ว่องวานิช
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ธ.ค.
22

เพิ่มความจำ กระตุ้นความฉลาด : ความจำ ความฉลาด เพิ่มความจำ เพิ่มความฉลาด สูตรเพิ่มความฉลาด

Written by Ju_Writer

งานแล้วเกิดความเครียด รู้สึกว่าสมองเฉื่อยชา ความจำเริ่มถดถอย รีบมาเพิ่มความฉลาดกันดีกว่าค่ะ

1. บริหารสมองอยู่เสมอ
เพราะเซลล์สมองจะยิ่งเจริญเติบโตมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งนั่นก็จะส่งผลให้ความสามารถในการจำดีขึ้นตามไปด้วย วิธีบริหารสมอง เช่น การเล่นหมากฮอส ต่อจิ๊กซอว์ หรือเล่นครอสเวิร์ดในเวลาว่าง

2. กินยาเสริมความจำ
มีผลการวิจัยยืนยันว่าหลังจากการกินโสมในปริมาณ 400 มิลลิกรัมไปแล้ว 1 ชั่วโมง จะทำให้ความสามารถในการจำดีขึ้นและส่งผลต่อไปอีกถึง 6 ชั่วโมง แปะก๊วยก็มีการยืนยันว่าส่งผลดีต่อระบบความจำเหมือนกัน เพราะจะไปช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตในสมอง นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในอเมริกาพบว่า Vinpocetine ที่สกัดได้ขากต้น Periwinkle (ไม้เลื้อยชนิดหนึ่งที่มีดอกสีฟ้า ใบเข้มเป็นมัน) นั้นจะช่วยเพิ่มความจำและความจดจ่อในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ให้มากขึ้นได้

3. กินผักและผลไม้สด
เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีอยู่สูงในผักและผลไม้สดจะไปทำลายอนุมูลอิสระซึ่งเกิดจากการสะสมเป็นเวลานอนของเนื้อเยื่อไขมันอันจะทำให้สมองอ่อนแอลง และ ช่วยชะลออาการความจำถดถอยในผู้สูงอายุ อาทิ ผมไม้ที่มีสีแดง ม่วง และน้ำเงิน โดยเฉพาะตระกูลเบอร์รี่ ต่าง ๆ จะมีสารต้านอนุมูลอิสระชนิดที่มีความเข้มข้น สูงที่เรียกว่า Anthocyanidin

4. ลดปริมาณแอลกอฮอล์
เพราะจะส่งผลต่อการปลดปล่อย สาระสำคัญในสมองโดยจะไปขัดขวางความสามารถในการสร้างความจำใหม่ ๆ โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นชื่อ ตัวเลข และเหตุการณ์ณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ยิ่ง ไปกว่านี้ ความสามารถในการระลึกเหตุการณ์ณ์หรือ เรื่องราวเก่า ๆ ในอดีตก็จะถูกบั่นทอนไปด้วย

5. ออกกำลังกาย
ขณะที่ร่างกายของเราเคลื่อน ไหวนั้นสมองจะได้รับเลือดมากเป็นพิเศษซึ่งนั่นหมายถึงว่าสมองจะได้รับกลูโคส และออกซิเจนมากขึ้นทำให้สมองแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ การออกกำลังกายยังไปเพิ่มประสิทธิภาพในการกระตุ้นความจำของสารเคมีในสมองที่ เรียกว่า Brain-Derived Neurotrophic Factor) ให้ทำงานได้ดีขึ้นด้วย

6. จดบันทึกช่วยจำ
เพราะโดยธรรมชาติของสมองเรา นั้นเมื่อจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งตรงหน้า ความสามารถในการจดจำสิ่งอื่นก็จะลดลง ฉะนั้นการย้าย ข้อมูลจากสมองมาเก็บไว้ในสมุดบันทึกอย่างคอมพิวเตอร์ ปาล์ม หรือโทรศัพท์มือถือ ก็เหมือสเป็นการช่วยลดความหนาแน่นของข้อมูลหรือเพิ่มพื้นที่ว่างในสมองเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

7. ทำสมาธิ

สมองของคนเรานั้นทำงานที่ความ ถี่หรือคลื่นสมองที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ เรากำลังทำหรือคิดอยู่ ภายใต้ความเครียดที่เกิด ขึ้น คลื่นเบต้าของสมองจะทำงานเร็วขึ้นซึ่งจะส่งผล ให้สมองลืมสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ฉะนั้นเราควรคิดให้ช้าลง โดยการทำสมาธิ หลับตาลงช้า ๆ หายใจเข้าเบา ๆ ช้า ๆ ทำอย่างนี้เป็นประจำรับรองว่าสมองโล่งขึ้นมาได้แน่ ๆ

ที่มา : RACChachoengsao

พ.ย.
30

โรคในห้องแอร์ กับอาการป่วยที่ป้องกันได้ง่าย : ป้องกันโรค ป้องกันโรคในห้องแอร์ อาการป่วย ป่วย โรคในห้องแอร์ ห้องแอร์

Written by Ju_Writer

บรรดาสาวออฟฟิศที่ทำงานในห้องแอร์ นอกจากการให้ความสำคัญกับผิวพรรณกันแล้ว ยังต้องห่วงเรื่องของหวัดที่อาจจะมาเยือนโดยไม่รู้ตัว ที่อาจจะติดต่อกันในห้องแอร์ได้

ในช่วงที่อากาศเย็นและแห้งทำให้เซลล์ในโพรงจมูกแห้งลง เช่น เซลล์เยื่อบุโพรงจมูก คอ หลอดลม ฯลฯ จึงไม่มีเมือกมาป้องกันเซลล์จากเชื้อโรค เชื้อโรคเลยสัมผัสกับเซลล์ได้โดยตรง และในช่วงที่อากาศเย็นเชื้อไวรัสเจริญเติบโตได้ดี แต่เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ดักจับเชื้อโรคในร่างกายทำงานได้ลดลง ส่งผลให้มีผู้ป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ เช่น หวัด ภูมิแพ้ ฯลฯ มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หรือถ้าใช้นิ้วแหย่เข้าไปในรูจมูก หรือถูแรง ๆ ก็อาจมีเลือดออก และถ้ามีอาการแสบคอร่วมด้วยก็อาจเป็นแผลและติดเชื้อได้

ดังนั้นโรคติดต่อที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจจึงมักระบาดในช่วงนี้ เนื่องจากเชื้อไวรัสเจริญเติบโตได้ดีและแพร่ระบาดได้มากขึ้น และทำให้เกิดโรคติดต่อหลายโรค เช่น หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม หัด หัดเยอรมัน ฯลฯ และยังมีโรคทางเดินหายใจที่ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่มักจะมีอาการมากขึ้นอากาศที่เย็น ส่งผลให้ฝุ่น ควัน เกสรดอกไม้ ควันพิษจากท่อไอเสีย ฯลฯ ที่ลอยอยู่ในอากาศอยู่ในระดับต่ำกว่าฤดูกาลอื่น ทำให้เราหายใจสิ่งเหล่านี้เข้าไปในปอด ทำให้ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้หรือหอบมักจะมีอาการบ่อยขึ้น และรุนแรงขึ้นในหน้าหนาว

วิธีการป้องกันทำได้ง่าย ๆ คือระวังไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ด้วยการล้างมือให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ  รักษาความอบอุ่นของร่างกาย  สร้างภูมิต้านทานด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ  นอนให้เต็มอิ่ม รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นทานผักผลไม้สด เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินเพียงพอ

สำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้ ควรหลีกเลี่ยงสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้  ระวังไม่ให้ทางเดินหายใจแห้ง ใส่ผ้าปิดปากที่จะช่วยเก็บความชื้นและความอุ่นของลมหายใจ ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ

เมื่อเริ่มรู้สึกตัวว่าป่วยให้ดููแลตัวเองด้วยการนอนให้เพียงพอเพื่อให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ควรเลือกอาหารย่อยง่าย และเลือกทานผักผลไม้สด ควรพบแพทย์ถ้าอาการไม่ดีขึ้น

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

พ.ย.
29

รู้ทันโรคติดเชื้อที่มากับน้ำท่วม : โรคมากับน้ำท่วม โรคมากับน้ำ โรคติดเชื้อ เชื้อโรค น้ำท่วมขัง เชื้อโรคมากับน้ำ

Written by Ju_Writer

หลายพื้นที่ได้เกิดความเสียหายจากภาวะน้ำท่วมขังกัน  ก่ิอให้เกิดความเดือดร้อนต่าง ๆ อย่างยิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ที่น้ำท่วมขังอยู่นานหลายวัน อาจนำมาซึ่งหลายๆ โรคที่คุณคาดไม่ถึง และหนึ่งในนั้นเป็นโรคยอดฮิตที่เรียกว่า โรคติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อราเช่นเชื้อราในร่มผ้า ฯลฯ หรือการติดเชื้อแบคทีเรียซึ่งอาจพบได้กับส่วน ต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นมือ เท้า ตา และหู

นายแพทย์ศุภโชค ปิตุวงค์ แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง โรงพยาบาลบีเอ็นเอช กล่าวเตือนให้ระมัดระวังถึงโรคติดเชื้อ ซึ่ง แบ่งออกเป็น  1.การติดเชื้อราในร่มผ้า( กลากเกลื้อน ) ฮ่องกงฟุต 2.โรคติดเชื้อแบคทีเรียจนทำให้มีการอักเสบตาม มาได้ 3.โรคติดเชื้อที่เกิดจากแมลงหรือ ยุงกัด จนทำให้เกิดเป็นตุ้มหรือแผลและที่สำคัญโรคติดเชื้อนั้นยังพบได้กับทุก ส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นมือ เท้า ปาก หู ตา หากไม่รักษาความสะอาด

ลักษณะของอาการของโรคติดเชื้อทั้ง 3 ชนิดนั้นคุณหมอกล่าวว่า จะเริ่มจากอาการคันแดง จากนั้นก็เริ่มลอกเป็นแผ่นๆ หรือบางโรคก็จะเริ่มจากมีลักษณะเป็นตุ้มเล็กๆ ขณะเดียวกันหากเป็นการติดเชื้อราจะพบอาการเป็นผื่นแดง หากเป็นที่เท้าก็จะมีอาการเท้าเปื่อยเป็นขุยลอกออกมา สำหรับโรคติดเชื้อแบคทีเรีย ผู้ที่ติดเชื้อโรคชนิดนี้ก็จะมีอาการบวมแดง และโรคติดเชื้อที่เกิดจากการถูกแมลง กัดต่อยก็จะเกิดตุ้มเล็กๆ อาการแดงเละบวม เช่นกัน

ส่วนการรักษาสำหรับผู้เป็นโรคนี้ ส่วนใหญ่จะรักษาโดยการทายาในกรณีที่อาการยังไม่ลุกลามมาก ซึ่งยาที่ใช้ก็จะเป็นยาลดการอักเสบเป็นหลัก เช่น หากเป็นโรคติดเชื้อรา แพทย์ก็จะให้ยาทาที่รักษาเกี่ยวกับเชื้อราโดยเฉพาะ ขณะเดียวกันหากเป็นโรคติดเชื้อเกี่ยวกับเชื้อแบคทีเรีย ก็ให้ยาทาเกี่ยวกับเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะ แต่ถ้าหากอาการรุนแรงมากก็จำเป็นต้องมาพบแพทย์ และต้องรับประทานยา หรือหากพบว่ามีอาการเป็นหนองบวม ก็ต้องมาทำความสะอาดแผล  หากปล่อยอาการโรคติดเชื้อไว้นานๆ ในขณะที่ยังมีน้ำขังอยู่ ประกอบกับการถูกแมลงหรือยุงมากัดอยู่เป็นประจำ ก็จะส่งผลทำให้อาหารของโรคนี้เริ่มเป็นมากขึ้น จากเดิมที่เป็นเพียงแค่ผื่นคันก็จะลุกลามจนบวมแดงเป็นหนองและเป็นแผลในที่สุด

นอกจากโรคติดเชื้อต่างๆ หากภาวะน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ อาจส่งผลให้ป่วยเป็นโรคอื่นๆ ตามมา เช่นโรคทางเดินอาหาร รวมถึงโรคท้องร่วงตามมาได้

ที่มา : รพ.BNH

พ.ย.
04

โรคน้ำกัดเท้า ฮ่องกงฟุต โรคที่มากับน้ำท่วม : โรคน้ำกัดเท้า น้ำกัดเท้า ฮ่องกงฟุต โรคมากับน้ำ โรคมากับน้ำท่วม

Written by Ju_Writer

โรคน้ำกัดเท้า ฮ่องกงฟุต กลิ่นเท้า โรคฮิตที่มากับน้ำท่วม

น้ำท่วมทีไรสิ่งที่ตามมาก็คือน้ำท่วมขังที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แถมน้ำยังสกปรกอีกต่างหาก จะเดินทางไปทำงานแต่ละครั้งก็ต้องเดินลุยน้ำท่วมขังที่เป็นแหล่งรวมของเชื้อโรคต่าง ๆ มากมาย จึงทำให้เท้าของเรามีปัญหากลิ่นเท้า เท้าเปื่อย น้ำกัดเท้า หรือ ฮ่องกงฟุต อย่างแน่นอน แต่ถ้าหากเรารู้วิธีดูแลรักษา และหลีกเลี่ยงที่ถูกวิธีก็จะทำให้เราห่างไกลจากโรคนี้ได้ไม่ยาก

โรคน้ำกัดเท้าหรือฮ่องกงฟุต เกิดจากเท้าสัมผัสกับน้ำสกปรกซึ่งมีเชื้อราชนิดหนึ่ง (Dermatophytes) ปนอยู่ แล้วไม่ทำความสะอาดทันที ทำให้เท้าอับชื้น เชื้อรานั้นก็จะเติบโตบนผิวหนังที่เท้าทำให้เกิดอาการคัน ระคายเคือง และเป็นแผลพุพองและกลิ่นเท้าตามมา

เท้าที่ติดเชื้อรานี้แล้วจะรักษาให้หายขาดนั้นเป็นไปได้ยาก หากมีอาการคันหรือคาดว่าจะเป็นโรคน้ำกัดเท้า ควรจะรีบปรึกษาแพทย์ ไม่ควรรักษาหรือหาซื้อยามารับประทานเอง อาจจะทำให้เชื้อลุกลามและไม่หายขาดได้ เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะทำการเก็บตัวอย่าง ผิวหนังบริเวณที่มีอาการ ไปตรวจ หากพบเชื้อแพทย์จะจ่ายยาทาฆ่าเชื้อรามาให้ ถ้าเป็นมากแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะมาให้ตามลำดับ

เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสัมผัสกับน้ำท่วมแล้ว เมื่อขึ้นจากน้ำควรล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดทันที หรือใช้สบู่ยับยั้งแบคทีเรียล้างให้สะอาด เช็ดเท้าให้แห้ง ห้ามใส่รองเท้าหรือถุงเท้าที่เปียกชื้น ถุงเท้าควรใส่แล้วซักไม่ใส่ซ้ำ ๆ ลดอาหารประเภทรสจัด และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การรักษาเบื้องต้นเมื่อเกิดอาการคันให้นำสารส้มมาทาบาง ๆ วันละ 3-4 ครั้ง หรือใช้ยาที่มีส่วนผสมของยาฆ่าเชื้อรา เช่นไมนาโซล อีคอนนาโซล ทอลนาฟเทด และทราโวเจน จากนั้นจึงไปพบแพทย์


ที่มา : Jobsdb

พ.ย.
02

เป็นโรคกระเพาะ ทำไงดี : เป็นโรคกระเพาะ โรคกระเพาะ ทำไงดีเป็นโรคกระเพาะ เป็นโรคกระเพาะทำไงดี

Written by Pom_Writer

เป็นโรคกระเพาะ ทำไงดี

http://www.healthy-d.com/images/1255319205.jpg

ใน บางครั้ง เวลาปวดท้องมักจะได้รับคำถามเสมอว่า เป็นโรคกระเพาะอาหารหรือไม่ เรามาดูกันว่า อาการของโรคกระเพาะเป็นอย่างไร และมีวิธีการดูแลและป้องกันอย่างไร

คนทั่วไปจะเข้าใจว่าอาการปวด ท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่โดยเฉพาะที่มีปวดเรื้อรัง มานานว่าเป็นโรคกระเพาะอาหาร แท้จริงแล้วอาการปวดท้องอาจเกิดจากโรคอื่น ๆ ภายในช่องท้องอีกมากมาย เช่น โรคระบบทางเดินน้ำดี โรคตับอ่อน เป็นต้น

โรคกระเพาะอาการเป็นกลุ่มโรคที่พบบ่อย ที่สำคัญได้แก่ โรคแผลในกระเพาะอาหาร และโรคกระเพาะอาหารอักเสบ

โรคแผลกระเพาะอาหาร

อาการสำคัญ
- ปวดหรือจุกแน่นท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือ หน้าท้องช่วงบน เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด มักเป็นเวลาท้องว่า หรือเวลาหิว อาการจึงเป็นเฉพาะบางช่วงเวลาของวัน
- อาการปวดแน่นท้อง มักจะบรรเทาได้ด้วยอาหารหรือยาลดกรด
- อาการปวด มักจะเป็น ๆ หาย ๆ โดยมีช่วงเว้นที่ปลอดอาการค่อนข้างนาน เช่น ปวดอยู่ 1-2 สัปดาห์ แล้วหายไปหลายเดือนจึงกลับมาปวดอีก
- ปวดแน่นท้องกลางดึกหลังจากที่หลับไปแล้ว
- แม้จะมีอาการเรื้อรังเป็นปี สุขภาพโดยทั่วไปจะไม่ทรุดโทรม
- โรคแผลกระเพาะอาหารจะไม่กลายเป็นมะเร็ง แม้จะเป็น ๆ หาย ๆ อยู่นานกี่ปีก็ตาม นอกจากจะเป็นแผลชนิดที่เกิดจากโรคมะเร็งของกระเพาะอาหารตั้งแต่แรกเริ่มโดย ตรง

ภาวะแทรกซ้อน
1. เลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร พบได้บ่อยที่สุด ผู้ป่วยจะมีอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำเหลว หรือหน้ามืด วิงเวียน เป็นลม
2. กระเพาะอาหารทะลุ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องช่วงบนเฉียบพลันรุนแรง หน้าท้องแข็งตึง กดเจ็บมาก
3. กระเพาะอาหารอุดตัน ผู้ป่วยจะกินได้น้อย อิ่มเร็ว มีอาเจียนหลังอาหารเกือบทุกมื้อ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลง

หลักการปฏิบัติตัว
พึง ระลึกไว้เสมอว่า โรคแผลกระเพาะอาหารเป็นโรคเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ มักไม่หายขาดตลอดชีวิต ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยารักษาติดต่อกันเป็นเวลานาน หลังได้รับยา อาการปวดจะหายไปก่อน ใน 3-7 วัน แต่แผลจะยังไม่หาย ส่วนใหญ่ใช้เวลาถึง 4-8 สัปดาห์ แผลจึงหาย เมื่อหายแล้ว จะกลับมาเป็นใหม่ได้อีกถ้าไม่ระวังปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ได้แก่
- กินอาหารอ่อน ย่อยง่าย
- กินอาหารตรงตามเวลาทุกมื้อ
- กินอาหารจำนวนน้อย ๆ แต่กินให้บ่อยมื้อ ไม่ควรกินจนอิ่มมากในแต่ละมื้อ
- หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด สุรา
- งดสูบบุหรี่
- งดการใช้ยาแก้ปวด แอสไพริน และยาแก้โรคกระดูกและข้ออักเสบทุกชนิด
- ผ่อนคลายความเครียด กังวล พักผ่อนให้เพียงพอ
- กินยาลดกรด หรือยารักษาแผลกระเพาะอาหารติดต่อกันอย่างน้อย 4-8 สัปดาห์
- ถ้ามีอาการของภาวะแทรกซ้อน ต้องรีบไปพบแพทย์

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ
เป็นการอักเสบของเยื่อบุด้านในกระเพาะอาหารเพียงส่วน หรือบางบริเวณเท่านั้น แบ่งเป็น
1. โรคกระเพาะอาหารอักเสบชนิดเฉียบพลัน หมายถึง โรคที่เป็นในระยะสั้น ๆ ไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ก็หาย อาการสำคัญ คือ จะปวดท้องหรือจุกแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ มักเป็นเวลากินอาหาร หรือหลังอาหารเล็กน้อย คลื่นไส้ อาเจียน ในรายที่รุนแรง จะมีอาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายอุจจาระสีดำได้ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย สาเหตุที่พบบ่อย คือ จากอาหารเป็นพิษ พิษสุรา และจากยาที่มีฤทธิ์ระคายเยื่อบุกระเพาะอาหาร เช่น ยาแอสไพริน และยาแก้โรคกระดูกและข้ออักเสบ
2. โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง หมายถึง โรคที่เป็นนานเป็นเดือนหรือเป็นปี ผู้ป่วยมักมีอาการไม่มากหรือแทบไม่มีอาการอะไรเลย นอกจากแน่นท้องเป็น ๆ หาย ๆ เท่านั้น หลักการปฏิบัตตัวเหมือนผู้ป่วยแผลกระเพาะอาหาร

ที่ีมา 108health.com

ก.พ.
05

ประโยชน์ของเบียร์ต่อสุขภาพ : ประโยชน์ของเบียร์ ประโยชน์ของเบียร์ต่อสุขภาพ เบียร์มีประโยชน์อย่างไร ประโยชน์ของเบียร์คืออะไร

Written by Pom_Writer

ประโยชน์ของเบียร์ต่อสุขภาพ

http://www.rakball.net/Rakballhealth/pics/20080906716_02.jpg

ดื่มเบียร์เพียงวันละแก้ว ก็ช่วยให้ผิวคุณสวยขึ้นด้วยนะ..เพราะเบียร์มีสารต่าง ๆ มากกว่า 1,000 ชนิด มีวิตามินและเกลือแร่ ช่วยให้เส้นประสาทและกล้ามเนื้อแข็งแรง

สำหรับ คอเบียร์คงหูผึ่งเมื่อมีคนบอกว่า เบียร์มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ถึงอย่างไรก็ควรดื่มพอประมาณ แล้วเหตุใดฝรั่งจึงบอกว่าเบียร์ดีมีประโยชน์ เหตุผลก็คือเบียร์มีสารต่าง ๆ มากกว่า 1,000 ชนิด รวมทั้งวิตามินและเกลือแร่ เช่น สังกะสี แมกนีเซียม เหล็ก และแร่ธาตุจำเป็นซึ่งช่วยให้เส้นประสาทและกล้ามเนื้อแข็งแรง เหตุผลดี ๆ ยังมีอีกมากมาย เช่น ป้องกันโรคหัวใจ จากการศึกษาของนักวิชาการพบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่มเบียร์ 40-60% แต่ควรดื่มไม่เกินครึ่งลิตรต่อวัน

ช่วยลดความเสี่ยงโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต สารที่มีประโยชน์ในเบียร์สามารถช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตัน จึงช่วยป้องกันโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต

ช่วยลดความดันโลหิต แพทย์ชาวฮอลแลนด์และจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดค้นพบว่า การดื่มเบียร์ช่วยลดความดันโลหิตสูงได้

ป้องกันเบาหวาน ผู้ที่ดื่มเบียร์มีจำนวนน้อยที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เหตุผลก็คือ เบียร์ทำให้ร่างกายสามารถปรับฮอร์โมนอินซูลินให้สมดุล

ช่วยให้ความจำดี สมาคมโรคหัวใจในประเทศสหรัฐอเมริกา ยืนยันว่าเบียร์สามารถช่วยให้ความทรงจำดี นักดื่มเบียร์จึงไม่ค่อยเป็นโรคอัลไซเมอร์

ช่วยให้กระดูกแข็งแรง เบียร์ให้ผลดีต่อกระดูก สามารถช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ แต่ได้ผลเฉพาะกับหนุ่มสาวเท่านั้น

ช่วยให้อายุยืน จากการศึกษามากกว่า 50 สำนักพบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์วันละ 1-2 แก้ว มักจะมีอายุที่ยืนยาว เนื่องจากเบียร์มีสารปกป้องหัวใจ

ป้องกันท้องร่วง โมเลกุลในเบียร์มีส่วนประกอบเหมือนกันกับกรดนมและน้ำส้มสายชู สารที่ว่านี้ขัดขวางเชื้อโรคในลำไส้ที่เป็นสาเหตุของท้องร่วงไม่ให้แพร่ เชื้อจนท้องเสีย

ต้านความเครียด นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย Montreal ค้นพบว่าคนทำงานที่ได้ดื่มเบียร์บ้างเป็นครั้งคราวมีความเครียดน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเบียร์

ป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและไต นักวิชาการจากเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ค้นพบว่า การดื่มเบียร์วันละหนึ่งขวดก็จะได้รับแมกนีเซียม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงโรคนิ่วในไตได้ถึง 40%

ป้องกันโรคนอนไม่หลับ สารจากดอก Hops ในเบียร์เปรียบเสมือนยานอนหลับจากธรรมชาติ ช่วยให้ประสาทผ่อนคลาย ดังนั้น การดื่มเบียร์หนึ่งแก้วในตอนเย็นจึงเหมือนกับการกินยานอนหลับ

ช่วยต้านมะเร็ง เบียร์มีสารโพลีฟีนอยด์ที่จะช่วยป้องกันมะเร็ง โดยการดับจับอนุมูลอิสระตัวร้ายออกจากร่างกาย สารโพลีฟีนอยด์หลักก็คือ Xanthohumol ซึ่งมีข้อดีคือ ช่วยยับยั้งโปรตีนที่ช่วยในการพัฒนาการของมะเร็ง

ช่วยให้ผิวสวย ในเบียร์มีวิตามินสูง เช่น Pantothenic Acid วิตามินบี 3 และไนอาซิน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการผลิตเซลล์ผิวใหม่ ช่วยสร้างคอลลาเจนและเม็ดสี ผิวจึงเรียบเนียนและอ่อนนุ่ม

ที่มา : นิตยสาร Lisa

ก.พ.
05