‘ลูก’ ทุกสิ่งในชีวิต

Written by คุณสาระ ชอบช่วย

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม 2552


การดูแล ห่วงใยซึ่งกันและกัน เป็นการแสดง ออกถึงความรักที่มีคุณค่าทางใจมากกว่าสิ่งใด เช่นเดียวกับความรักระหว่างคุณแม่คนสวย คุณน้ำพุ-ศุภราภรณ์ เอสซี เปา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออริเฟลม คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทขายตรงผลิตภัณฑ์  ด้านความงามจากประเทศสวีเดน ที่มี น้องลานี่-เลลานี เอสซี เปา ลูกสาววัย 17 ปี เป็นเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต แม้ต้องทำงานหนักในฐานะเวิร์กกิ้งวูแมน แต่หน้าที่แม่ก็ไม่เคยขาดตกบกพร่อง ทั้งเรื่องการแบ่งเวลา และการให้คำปรึกษาแนะนำต่าง ๆ

คุณน้ำพุสนิทกับน้องลานี่มากเพราะดูแลใกล้ชิดตั้งแต่ตั้งครรภ์กระทั่งคลอด แม้ทำงานตลอดแต่เมื่อกลับจากทำงานนำลูกมาเลี้ยงเอง ด้วยธุรกิจขายตรงที่ทำอยู่ทำให้เวลาการทำงานไม่เหมือนธุรกิจทั่วไป ประกอบกับเดินทางบ่อย จึงต้องบริหารเวลาให้ดี ให้ความสำคัญกับงานและครอบครัวมากกว่าส่วนตัว เมื่อสิ้นสุดการทำงานทุ่มเทให้ครอบครัวเต็มที่ ทุกครั้งที่มีเวลาคิดถึงลูกก่อน และแบ่งว่าคุณพ่อดูแลลูกชาย ส่วนคุณแม่ดูแลลูกสาว

“เลี้ยงลูกสไตล์ไทยผสมฝรั่ง สอนให้รู้จักขนบธรรมเนียมประเพณีไทย เคารพผู้ใหญ่ อ่อนน้อมถ่อมตน การเป็นคนไทยสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ ในแง่ฝรั่งให้ลูกมีโอกาสแสดงความคิดเห็น เป็นตัวของตัวเอง แต่ไม่ปล่อยมาก และด้วยความที่อนุญาตให้กล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็น จึงมักทะเลาะกันบ่อย ขณะเดียวกันด้วยความที่เราเป็นแม่ และเขาเป็นลูกสาวคนเดียว จึงสนิทกันมาก คุยได้ทุกเรื่อง บางครั้งให้คำแนะนำเหมือนเพื่อน หรือพี่ตัวโต ๆ ดูแลกันอย่างใกล้ชิด มีอะไรบอกกันหมด” คุณน้ำพุเผยเคล็ดลับการเข้าถึงลูกสาววัยรุ่น

ในวันหยุดที่มีเวลาว่างคุณน้ำพุและครอบครัวต้องหากิจกรรมทำร่วมกันเสมอ รับประทานอาหารเย็น ดูหนัง ดูคอนเสิร์ต หากมีวันหยุดยาวมักชวนกันไปเที่ยวทะเล และต่างประเทศ บางครั้งคุณแม่ชวนคุณลูกไปชอปปิงตามประสาสาว ๆ ซึ่งน้องลานี่แอบกระซิบว่าเวลาช้อปเสื้อผ้า รองเท้า คุณแม่ไฟเขียวตลอด ยกเว้นอย่างเดียวคือ ไม่อนุญาตให้เข้าไปช้อปที่เคาน์เตอร์ของคอสเมติค เท่านั้นเอง

เมื่อถามว่ารู้สึกภูมิใจอะไรในตัวลูกสาว คุณน้ำพุ บอกด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่า น้องลานี่เป็นเด็กจิตใจดีมาก มีเหตุผล มองคนทะลุ มีความจริงใจต่อผู้อื่น มุมานะ เวลาทำอะไรสักอย่างต้องมีจุดเริ่มต้น และค่อย ๆ ทำทีละน้อยกระทั่งสำเร็จ นอกจากนี้ยังมีความอดทนสูงมาก

“ลูกสาวเป็นเด็กน่ารักมาก เชื่อฟังทุกสิ่งที่พูด เพราะรู้ว่าสิ่งที่แม่บอกนั่นคือสิ่งที่ดี จนบางทีต้องบอกว่าเกเรหน่อยก็ได้นะ บางครั้งเหนื่อย เครียดเรื่องเรียน แข่งม้า มีโวยบ้าง เราต้องให้โอกาสเขาระบายอารมณ์บ้าง ความที่ลูกเป็นเด็กไม่ดื้อ เชื่อฟังผู้ใหญ่ ไม่ต่อต้านผู้อื่น กลัวว่าถ้าวันหนึ่งต้องออกไปเจอโลกภายนอก ต้องเรียนรู้แยกแยะคนซึ่งมีหลายพฤติกรรมหลายรูปแบบ แต่คิดว่าเขาน่าจะโอเค เพราะเวลาอยู่กับเพื่อนเป็นอีกแบบ อยู่กับคุณแม่ตามใจแม่ เชื่อฟังแม่ อยากให้ลูกรู้ และเชื่อมั่นว่า เขาเป็นคนเก่ง และให้เชื่อมั่นในตัวเองมากกว่านี้”

ฝ่ายน้องลานี่พูดถึงคุณแม่คนเก่งว่า ชอบในบุคลิกลักษณะคุณแม่ แม้ว่าบางครั้งดูเหมือนผลักดันลูกมากเกินไป แต่ในขณะเดียวกัน การมีคุณแม่ผลักดันอยู่ข้างหลัง ทำให้เธอรู้สึกมีกำลังใจเพราะรู้ว่ามีคนสำคัญคอยให้การสนับสนุนตลอดเวลา “สิ่งที่ประทับใจในตัวคุณแม่อีกอย่างคือ ชอบคุณแม่แต่งตัวดี เวลาเดินเข้าห้องเหมือนมีแสงประกายเจิดจรัสออกมาจากตัว และอีกเรื่องคือชอบที่เวลาคุณแม่พูดสิ่งใด ๆ คนมักทำตามที่บอกเสมอ”

ส่วนความห่วงที่มีต่อคุณแม่ น้องลานี่บอกว่า “ไม่มีเรื่องไหนน่าห่วง แม้คุณแม่ทำงานหนักแต่เป็นสิ่งที่รัก และถ้าเริ่มรู้สึกตัวว่าสุขภาพไม่ดีหรือไม่สบายเขาจะหยุด เชื่อว่าคุณแม่สามารถดูแลตัวเองได้ดีมาก ๆ อยู่แล้ว”

แม้ออริเฟลมติดอันดับการเติบโต 1 ใน 20 ของเครื่องสำอางที่มียอดขายสูงจากการสำรวจระดับโลก และคุณน้ำพุก็เป็นผู้บริหารคนสำคัญที่ทำให้ออริเฟลม ประเทศไทย มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้ขีดเส้นอนาคตให้ลูกสาวเจริญรอยตาม “เปิดกว้างนะ ไม่เคยบอกลูกต้องเรียนด้านธุรกิจ หรือด้านนั้นด้านนี้ ขณะเดียวกันให้แนวทาง คำปรึกษา โดยเน้นเรื่องการศึกษาเป็นหลัก เพราะเชื่อว่าเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับลูก โดยดูว่าลูกถนัด ชอบอะไรเป็นพิเศษ สนับสนุนอย่างเต็มที่”

ปัจจุบันน้องลานี่เรียนไฮสคูลที่ รร.บางกอกพัฒนา ขอเสริมเรื่องเรียนว่า “ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าอยากเรียนอะไร แต่คิดไว้อยากเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่อเมริกาซึ่งให้เรียนทุกอย่างไม่แยกแขนงการเรียน แต่ให้โอกาสทดลองเรียนก่อนว่าชอบอะไร พอปีสองจึงเลือกเรียนในสิ่งที่ชอบ ซึ่งคุณแม่ไม่ได้บังคับว่าต้องเรียนอย่างที่เขาต้องการ”

มุมน่ารักของแม่ลูกที่มีทั้งรอยยิ้ม ความไม่เข้าใจกันในบางเวลา แต่ในที่สุดสิ่งที่ทั้งคู่รับรู้ และส่งต่อถึงกันได้โดยไม่ต้องพูดคือ การมีกันและกัน ทั้งเรื่องความรัก การดูแลกันอย่างใกล้ชิด และการสนับสนุนซึ่งกันและกัน ไม่ว่ายามทุกข์หรือสุข.

“ต้นรัก”

สนับสนุนโดย

ธ.ค.
22

ไม่ยึดติด

Written by คุณสาระ ชอบช่วย

วันศุกร์ ที่ 20 พฤศจิกายน 2552


เส้นทางความรักที่เกิดขึ้นและบรรจบกันอย่างลงตัวระหว่าง โบ๊ท-จามร จีระแพทย์ ผอ.สถานีเอฟเอ็ม 107 (เม็ท) และ หนิง-ศรัยฉัตร กุญชรฯ จีระแพทย์ กระทั่งผ่านมา 8 ปี มีลูกสาววัยกำลังน่ารัก “น้องเบลล่า” ทว่าความรักของทั้งคู่ยังไม่จืดจาง ต่างฝ่ายต่างเติมเชื้อความรักให้กันและกันเสมอ ๆ

ย้อนเวลาไปในวันที่ทั้งคู่รู้จักกัน คุณหนิงบอกว่ารู้จักกับพี่โบ๊ทผ่านเพื่อนรุ่นพี่ที่มีความสนิทสนมคุ้นเคยกัน (กีตาร์-ศิริพิชญ์) ซึ่งขณะนั้นตนทำงานด้านพิธีกรอยู่ที่ยูบีซี หรือทรูวิชั่นส์ในปัจจุบัน ขณะที่พี่โบ๊ททำงานอยู่ที่เดียวกันแต่เป็นพนักงานประจำ หลังได้รับการแนะนำให้รู้จักกัน ทุกอย่างยังดำเนินต่อไปตามปกติ พบกันสวัสดีทักทายตามประสาคนรู้จักทั่วไป ไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษอะไร กระทั่งเราทั้งคู่มีโอกาสไปร่วมงานงานหนึ่ง มีความคิด    ในใจลองสังเกตผู้ชายคนนี้ดูซิว่า “เจ้าชู้ไหม” ปรากฏว่าพี่โบ๊ทนั่งกินถั่วอย่างเดียวไม่สนใจใคร จึงมีความรู้สึกดี ๆ และตอนกลับยังเป็นห่วงเดินมาส่งที่รถ

“เมื่อกลับมาเล่าให้พี่กีตาร์ฟังถึงกับตาโต และถามว่าหนิงไม่รู้หรือว่าพี่โบ๊ทเลิกกับแฟนแล้ว หนิงยังไม่คิดอะไร ทั้งที่ตอนนั้นหนิงก็ไม่มีแฟน เพราะช่วงนั้นติดเพื่อนและพี่กีตาร์มาก จากนั้นไม่นานพี่โบ๊ทมีท่าทีเข้ามาจีบ 6 เดือนแรกไปเที่ยวกันเป็นกลุ่ม และสนุกสนานกับชีวิตกลางคืนมาก ไปไหนไปกัน เฮไหนเฮนั่น วันหนึ่งพี่โบ๊ท    บอกว่า หนิงพี่มีอะไรจะบอก ถ้าเราเที่ยวแบบนี้ พี่คงไม่   ไหว เพราะพี่โบ๊ททำงานประจำ เข้างานเป็นเวลา”

คุณโบ๊ทเสริมว่า แรก ๆ ไปเที่ยวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน พอนาน ๆ เข้ารู้สึกเลยว่าเราไม่ไหวแล้ว และตอนนั้นคิดว่าถ้าจริงจังกับใคร ก็แน่นอนและถึงขั้นแต่งงานด้วย จึงอยากคบแบบจริง ๆ จัง ๆ และเป็นเรื่องเป็นราว

ก่อนตัดสินใจใช้ชีวิตคู่กับคุณโบ๊ท คุณหนิงมีความรู้สึกดีเกิดขึ้นมากมาย ทำให้การตัดสินใจง่ายและเร็วขึ้น คุณ หนิงบอกว่า คบกันมา 3 ปี รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ใช่สำหรับเรา เสมอต้นเสมอปลาย หลังจาก 4 ปี พี่โบ๊ทพิสูจน์ให้เห็นว่ารักหนิงจริง ดูแลหนิงได้ และรู้สึกว่าพี่โบ๊ทเป็นคนคุณภาพคนหนึ่งที่จะเป็นพ่อของลูกเราได้ นอกเหนือจากนั้นเขาเป็นคนดีมาก และที่สำคัญถ้าเพื่อนเรา คนในครอบครัวเรารักเขา เราก็มีความสุข ส่วนครอบครัวพี่โบ๊ทก็รักหนิง ตั้งแต่วินาทีแรกที่เดินเข้าไปได้รับการต้อนรับที่ดี

หลังจากนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ คุณโบ๊ทขอพูดถึงคู่ชีวิตบ้างว่า หนิงเป็นผู้หญิงเก่ง เป็นผู้หญิงที่ไม่ต้องพึ่ง    ใคร พึ่งตัวเอง ถึงแม้เราไม่ได้อยู่กับเขาตลอดเวลา เขาก็สามารถดำเนินชีวิตไปได้ หนิงมองเราในความเป็นเรา ในแง่บุคลิกภาพ ไม่ได้มองเรื่องฐานะ ซึ่งเราเองก็ไม่ได้มีฐานะอะไรมาก เป็นเพียงลูกข้าราชการ ผมและหนิงเข้ากันได้ เขารักพ่อแม่เรา และครอบครัวเขาก็รักเรา ซึ่งตรงนี้คิดว่าครอบครัวจะอยู่ได้เพราะปัจจัยเหล่านี้

หลักครองคู่ที่ทำให้รักยืนยาวคุณโบ๊ทและคุณหนิงมีหลักที่เหมือนกันว่า เดินสายกลางและยึดความพอดี เราทั้งคู่ไม่ได้มีนิสัยโทรฯจิกโทรฯตาม และหลักอีกอย่างหนึ่ง ที่ได้รับจากผู้บริหารราโดพูดกับหนิงว่า เขามีอาชีพที่มั่น    คงและภริยาก็ไม่ต่างจากเขา สามารถหาเงินได้ เราต้องพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างให้อยู่กับเรา ทุกอย่างต้องทำดี   ให้กัน เพราะอยากให้เขาอยู่กับเรานาน ๆ ซึ่งพออยู่กันไปความหวานอาจน้อยลง แต่ความเป็นเพื่อนมากขึ้น

ส่วนการแบ่งเวลาให้กันและกัน คุณหนิงบอกว่า เราทั้งคู่ทำงานหนัก หลัก ๆ ของหนิงทำงานอีเวนต์ เป็นพิธีกร แบรนด์แอมบาสเดอร์นาฬิการาโด และนมตราหมี แต่งานไม่มีเวลาตายตัว ขณะที่พี่โบ๊ททำงานประจำ แต่เราทั้งคู่มีเวลาให้กัน หากไม่จำเป็นไม่รับงานวันหยุด ขอ ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว แต่ถ้าต้องรับงาน งานไหนที่พา ครอบครัวไปได้ก็พาไปด้วย เสาร์-อาทิตย์อยู่ด้วยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน เมื่อก่อนไม่เคยคิดถึงวันหยุด แต่ปัจจุบันนี้กากบาทวันหยุดในปฏิทินไว้เลยเพื่อวางแผนไปเที่ยวด้วยกัน

ความสุขมากมายในครอบครัวที่เกิดขึ้นจากความรักและความเข้าใจ.

"ต้นรัก"

สนับสนุนโดย

ธ.ค.
22

พลังบวก

Written by คุณสาระ ชอบช่วย

วันศุกร์ ที่ 13 พฤศจิกายน 2552


หลายต่อหลายคนที่ได้รู้จักและสัมผัสความรัก ความผูกพัน ความห่วงหาอาทร และความห่วงใยกันและกัน ระหว่าง ป๊อป-วราวุธ เลาหพงศ์ชนะ ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ และการสื่อสาร บริษัท คริสเตียน ดิออร์ (ประเทศไทย) จำกัด และน้องสาว ปุ๊ก-กฤตยา เลาหพงศ์ชนะ ผู้จัดการฝ่ายขาย และการตลาดของนาฬิกาแบรนด์
เบรเกต์ ต่างพากันอิจฉา และแอบเก็บภาพที่เห็นเป็นความประทับใจส่วนตัว

ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 4 คน คุณป๊อปเป็นลูกคนที่ 2 ขณะที่คุณปุ๊กเป็นลูกคนที่ 3 ซึ่งความเป็นพี่น้องที่ใกล้กันอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทั้งคู่ใกล้ชิดและสนิทสนมกันมาก คุณป๊อปบอกว่า อาจเป็นส่วนหนึ่ง แต่พี่น้องทุกคนก็ให้ความสนิทสนมเท่ากันหมด เพราะบางเรื่องคนนี้ให้คำปรึกษาเรื่องนี้ได้ ขณะที่คนนั้นให้คำปรึกษาเรื่องนี้ไม่ได้ แต่ให้คำปรึกษาเรื่องอื่นได้ อย่างปุ๊กให้คำปรึกษาเรื่องการทำบุญดีมาก

พูดถึงความใกล้ชิดสนิท สนมคุณปุ๊กบอกว่า “พี่ป๊อปดูแลปุ๊กมาตั้งแต่เด็ก เรื่องเรียน ความรัก เพื่อน ผลการสอบ เหมือนเป็นตัวแทนคุณพ่อคุณแม่ ไปเที่ยวกลางคืนครั้งแรกพี่ป๊อปเป็นคนพาไป เวลามีปัญหาหรือเรื่องไม่สบายใจปรึกษาได้ทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องเรียนเรื่องงาน เพราะพี่ป๊อปเรียนเก่งทำงานเก่ง จึงเป็นไอดอลของปุ๊ก”

“หลายสิ่งหลายอย่างที่คุณพ่อคุณแม่สอน พี่ป๊อปนำมาปฏิบัติตาม และนำมาสอนน้องต่อ เรื่องตั้งใจทำงาน กตัญญูรู้คุณคน อ่อนน้อมถ่อมตน และไม่เคยว่าร้ายใคร การทำงานอย่านำไปเปรียบเทียบกับใคร ถ้าเรามีความพอดีและมีความสุขก็ทำต่อไป ซึ่งนำมาใช้จนทุกวันนี้” คุณปุ๊กเล่าด้วยสีหน้าจริงจัง

ฝ่ายพี่ชายไม่ยอมให้น้องสาวเล่าอยู่ฝ่ายเดียว บอกว่า ตลอดเวลาที่ให้การดูแลน้องมา รู้สึกดีใจเพราะเห็นน้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี มองโลกในแง่ดี และน้องเป็นคนทำให้ที่บ้านรู้จักศาสนา เดิมครอบครัวเราเป็นพุทธมามกะอยู่แล้ว แต่น้องช่วยให้รู้แก่นแท้โดยเฉพาะเรื่องการนั่งสมาธิ การเจริญวิปัสสนา เพราะน้องเป็นคนใจบุญสุนทาน มองโลกในแง่ดี เวลาที่เรารู้สึกไม่ดีกับบางสิ่งบางอย่าง พอคุยกับเขาแล้วมีความรู้สึกดี ๆ เกิดขึ้น ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่รู้สึกกับปุ๊กเท่านั้น พี่น้องทุกคนเวลาอยู่ด้วยกันเราจะมีพลังบวกให้กันและกัน

“ป๊อปแนะนำน้องเรื่องการทำงานให้อดทน เพราะกว่าที่เรามีวันนี้ได้ ต้องใช้เวลา และความอดทน กรุงโรม ไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว เช่นกัน การทำอะไรก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จในวันเดียว และสอนน้องเสมออย่าคิดว่าเราเป็นใคร อย่างไร ให้คิดว่าคนทุกคนเท่าเทียมกัน ผู้ที่ช่วยเหลือเราไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ถ้าเรามีโอกาสที่ตอบแทนได้ อย่ารอช้า และสอนว่าให้อยู่เพื่อคนอื่น อย่าอยู่เพื่อตัวเอง ทำอะไรเอาใจเขามาใส่ใจเรา”

คุณปุ๊กนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ส่งให้พี่ชายก่อนเสริมว่า ปุ๊กได้ยินประโยคนี้ (ทำอะไรเอาใจเขามาใส่ใจเรา) บ่อยมาก เมื่อได้ยินแล้วนำมาคิดและปฏิบัติตาม สิ่งที่พี่ป๊อปสอน ปุ๊กรับฟังทุกอย่าง ไม่เคยเบื่อหน่าย หรือไม่ฟัง เพราะรู้ว่าพี่จริงใจและหวังดีกับเราเสมอ

ป๊อปเสริมว่า “ปุ๊กเป็นคนว่านอนสอนง่าย เชื่อฟัง เคยถูกดุจนร้องไห้ แต่ก็อธิบายให้ฟังว่าดุเพราะอะไร ไม่ได้เกลียดถึงดุ ตอนนี้สิ่งที่เป็นห่วง ห่วงเรื่องสุขภาพ ปุ๊กเป็นคนกระเสาะกระแสะ ไม่ค่อยแข็งแรง และ กลัวเรื่องภูมิต้านทานต่อสังคมซึ่งมีน้อยกว่าคนอื่น ต้องอาศัยการเรียนรู้อีกมาก ไม่เคยบอกให้มองโลกในแง่ร้ายหรือดี แต่สอนให้มองโลกแห่งความเป็นจริง”

ในความเป็นพี่น้องที่มีแต่ความรัก ความหวังดีให้กันและกันเสมอ คุณป๊อปบอกว่า ปุ๊กเป็นส่วนหนึ่งและเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ครอบครัว “เลาหพงศ์ชนะ”สมบูรณ์ ปุ๊กนำความน่ารักส่งให้ที่บ้านสดใส ด้านคุณ  ปุ๊กหยอดคำหวานว่า “พี่ป๊อปเป็นทุกอย่าง เป็นพี่ชายที่แสนดี ซึ่งความรู้สึกนี้มีมาตั้งแต่เด็ก ดีใจมากที่เป็นน้องพี่ป๊อป”

นอกจากไปไหนมาไหนด้วยกัน ทั้งคู่ยังมีกิจ กรรมที่ทำร่วมกันเสมอ ๆ ซึ่งไม่ใช่การไปชอปปิงหรือออกกำลังกาย แต่เป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกันที่บ้านในช่วงวันหยุด เพราะทั้งคู่ชอบอยู่บ้าน ไม่ชอบออกไปไหนหากไม่จำเป็น เพราะเห็นว่าอยู่บ้านมีความสุขที่สุด.

"ต้นรัก"

สนับสนุนโดย

ธ.ค.
22

นิสัยดี ๆ ที่ควรสอนลูก : ลูก สอนลูก นิสัยดีที่ควรสอนลูก นิสัยดีๆที่ควรสอนลูก

Written by Ju_Writer

นิสัยดี ๆ ที่ควรสอนลูก




- สั่งน้ำมูกให้หมด : ยิ่งสอนให้เด็ก ๆ สั่งน้ำมูกเป็นเร็วเท่าไหร่ก็จะลดปัญหาสุขภาพได้มาก เพราะจมูกที่คั่งด้วยน้ำมูกก็จะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาหูและโรคอื่น ๆ อีกมาก

- บริโภคอาหารเช้าทุกวัน : มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดเพราะจะช่วยให้เด็ก ๆ คิดและเรียนดีขึ้น

- ปกป้องผิวตนเอง : ผู้เป็นมะเร็งผิวหนังส่วนใหญ่มักเกิดจากการตากแดดสะสมตั้งแต่วัยเยาว์ สอนให้เด็ก ๆ รู้เรื่องนี้และทาครีมกันแดดก่อนทุกครั้ง

- ขยับร่างกายกำลังบ้าง : เด็กมักชอบนั่งเล่นเกมคอมพิวเตอร์หรือดูโทรทัศน์นาน ๆ โดยไม่ขยับไป ไหน ๆ ทำให้เจ็บป่วยบ่อย ๆ ควรให้เขามีกิจกรรมด้านอื่นๆบ้าง

- ดูแลสุขภาพฟันของตน : การไม่แปรงฟันหรือปล่อยให้ฟันผุจะมีโรคร้ายอื่น ๆ ตามมา

- ปิดปากและล้างมือเมื่อจาม : มีเชื้อโรคหลายชนิดที่อยู่ในน้ำลายเวลาไอหรือจามออกมา เช่น เชื้อหวัด เชื้อโรคหัด โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ฯลฯ

- รู้จักบริโภคอาหารที่มีคุณค่า : อย่าให้เด็กติดอาหารขยะเป็นนิสัย ทำให้เป็นโรคอ้วนและเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานเมื่อโตขึ้น

- เข้าห้องน้ำทุกเช้า : ควรถูกฝึกหัดเรื่องกิจวัตรการขับถ่ายประจำวัน แพทย์ระบุว่าอาการเตือนเกี่ยวกับระบบขับถ่ายของร่างกายจะเกิดขึ้นมากที่สุด คือช่วงหลังอาหารเช้า

รู้อย่างนี้แล้ว ลองนำคำแนะนำไปสอนลูกกันดูได้.


สนับสนุนโดย

ธ.ค.
21

ลูกเรียนอ่อนอย่าถอดใจ จิตวิทยาช่วยได้ : ลูก ลูกเรียนอ่อน ลูกเรียนอ่อนอย่าถอดใจ จิตวิทยาช่วยลูก จิตวิทยาช่วยลูกเรียนอ่อน

Written by Ju_Writer

ลูกเรียนอ่อนอย่าถอดใจ จิตวิทยาช่วยได้

ดึงเด็กสนใจตำรา

หากมีลูกหลานที่เข้าข่ายเป็นเด็กเรียนอ่อน ผู้ปกครองหลายคนถึงกับถอดใจควบคู่ไปกับการถอดถอนโอกาสทางการศึกษาให้พวกเขาเพียงเพราะเข้าใจว่า ถึงเรียนมากเท่าไหร่เด็กเหล่านี้คงมีอนาคตทางการศึกษาไปได้ไม่ไกลเท่ากับเด็กที่เรียนดีกว่า

แม้ความรู้สึกนี้ยังคงวนเวียนตอกย้ำ เป็นความทุกข์อยู่ในใจยากจะหาทางแก้ไขเพียงลำพังได้ ทว่าปัญหาของเด็กเรียนอ่อน ใช่ว่าจะสิ้นไร้หนทางแก้ หากอยู่ในภาวะแห่งความกลัดกลุ้มเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในงานประชุมวิชาการประจำปี 2552 “30 ปี สมิติเวช” ปัญหาเด็กที่มีผลการเรียนต่ำได้ถูกหยิบยกมาเป็นหนึ่งในอีกหลาย ๆ เรื่องที่มี

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ในประเด็นสำคัญทางการแพทย์ที่สมิติเวชจัดติดต่อกันเป็นประจำตลอด 10 ปี แพทย์หญิง  วิรัลพัชร กิตติธะระพันธุ์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นศูนย์เด็กพิเศษ โรงพยาบาลสมิติเวช  ศรีนครินทร์ ให้ความรู้เรื่องของปัญหาเด็กที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำพอจะเป็นแนวทางให้ได้ว่า ปัจจุบันนี้เด็กมีผลทางการเรียนต่ำมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ส่งผลกระทบ ต่อการเกิดปัญหาพฤติกรรมและปัญหาจิตเวชในเด็ก และพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีปัญหาพฤติกรรม เช่น ปัญหาไม่ไปโรงเรียน หนีเรียน ขาดเรียนบ่อย ใช้สารเสพติด รวมไปถึงปัญหาด้านอารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้า และโรควิตกกังวล ล้วนเป็นเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ซึ่งวงจรของการเกิดปัญหาการเรียนรู้ของเด็ก เป็นสาเหตุต่อเนื่องไปถึงปัญหาสุขภาพจิตและพฤติกรรม เริ่มจากผลการเรียนที่ไม่ดี ทำให้เด็กมีปมด้อย ขาดความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจ ท้อแท้หมดกำลังใจ หาสิ่งชดเชย มีปัญหาพฤติกรรม และเอาดีทางอื่นทดแทน

คำบอกกล่าวของจิตแพทย์เด็กคือภาพสะท้อนปัญหาของเด็กที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ หรือเด็กเรียนอ่อน ว่าเป็น ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในทางสุขภาพจิต   และจิตเวช ซึ่งคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเด็กเรียนอ่อนคือ เด็กขี้เกียจ ไม่ใส่ใจเรื่องการเรียน ไม่มีความพยายาม ทั้งนี้ในความเป็นจริงปัญหาการเรียนรู้ของเด็กไม่ใช่เกิดจาก   สติปัญญาที่อ่อนด้อยเพียงอย่างเดียว แต่ยัง    มีสาเหตุมาจากโรคทางจิตเวชและปัจจัยอื่นประกอบด้วย สาเหตุปัญหาสติปัญญา ซึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เป็นไปตามหลักสถิติ, สาเหตุปัญหาทางอารมณ์ ซึ่งจัดเป็นทั้งเหตุและผลจากผลการเรียนที่ไม่ดี ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาทางอารมณ์ที่อาจเริ่มจากเรื่อง   พ่อแม่ทะเลาะกัน ความยากจน ปัญหาโรคทางจิตเวชคือ สมาธิสั้น และความบกพร่องทางการเรียนรู้

นอกจากนี้ยังมีสาเหตุการขาดแรงจูงใจที่เป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กเรียนอ่อน โดยแพทย์หญิงวิรัลพัชรให้ความรู้ในสาเหตุนี้     อย่างกระจ่างว่า เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กที่ฉลาด ปัญญาดี แต่ผลการเรียนต่ำ ถึงขั้นสอบ   ตก ขี้เกียจ ไม่เอาใจใส่ ไม่สนใจการเรียน ไม่ทำการบ้าน ทำไม่เสร็จ ไม่ส่งงาน ทำงานไม่เรียบร้อย ไม่ชอบครู ขาดความพยายามและความมุ่งมั่น ชอบผัดวันประกันพรุ่ง สนใจเรื่องอื่น และสามารถเพิ่มความคิดเห็นที่บ่งว่าเป็นเด็กฉลาดหรือมีความสร้างสรรค์ เช่น ชอบเครื่องจักรกล ชอบวาดรูป ชอบประดิษฐ์ และมักจะทำได้ ทั้งนี้สาเหตุของการขาดแรงจูงใจมักเกิดจากการเลี้ยงดูที่ขาดการฝึกฝนอบรมนิสัยเรื่องวินัยและการควบคุมตนเอง มักใช้วิธีหลีกเลี่ยง หาข้ออ้างแก้ตัวอยู่เสมอ แทนที่เด็กกลุ่มนี้จะใช้ความฉลาดกับการเล่าเรียนกลับใช้พลังงานไปในทางหาวิธีจัดการกับผู้ใหญ่รอบข้างเพื่อให้ตนพ้นผิดและรู้สึกปลอดภัย

“ลักษณะของเด็กกลุ่มนี้แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ กลุ่มที่ต้องการพึ่งพาผู้อื่น เด็กจะพยายามหาวิธีและเรียกร้อง ขอความช่วยเหลือจากพ่อแม่และครูตลอดเวลา อีก กลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มที่พยายามควบคุมผู้ใหญ่และสถานการณ์ เด็กกลุ่มนี้ชอบโต้เถียง ท้าทาย ต่อรอง ดื้อดึง และนำไปสู่การทะเลาะกันระหว่างพ่อแม่และเด็ก หรือครูกับเด็ก”

ในแง่มุมของการช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาทางการเรียน แพทย์หญิงวิรัลพัชร บอกว่า ต้องมองปัญหาเป็นเรื่องของความเจ็บป่วย เป็นสิ่งที่เด็กต้องการความช่วยเหลือมากไปกว่าการที่เด็กไม่พยายามหรือแกล้งทำ ซึ่งจะนำไปสู่ขั้นตอนต่อไปในการจัดการศึกษาพิเศษในรูปแบบที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละราย อิงตามหลักของการเรียนรู้ โดยสร้างแรงจูงใจ ทำได้ด้วยการให้เด็กมีความสุข กับการเรียนรู้ เนื่องจากเมื่อเด็กมีความสุขในการเรียนจะมองตนและสิ่งรอบข้างในแง่ดี มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียน ตลอดจนสามารถสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนและครูได้ ขณะที่การสอนต้องเริ่มสอนจากสิ่งที่ง่ายที่สุด โดยการเริ่มต้นในระดับที่ต่ำกว่าความสามารถของเด็กเล็กน้อย เพื่อช่วยให้เด็กเรียนรู้และได้รับความรู้สึกของการประสบความสำเร็จในการเรียน ทำให้เด็กมีกำลังใจที่จะเรียนในระดับที่ยากขึ้นต่อไป
ขณะเดียวกันต้องสอนจากสิ่งที่เด็กคุ้นเคยไปหาสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งเด็กจะสามารถเข้าใจในบทเรียนได้ง่าย หากเรียนรู้จากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและสิ่งที่เด็กสามารถมองเห็นภาพหรือจินตนาการได้ง่าย หลังจากนั้นจึงเชื่อมโยงไปยังสิ่งที่ยากขึ้นหรือสิ่งที่เด็กไม่คุ้นเคย รวมไปถึงการเปิดโอกาสให้โอกาสเด็กได้เลือกเรียนหรือเลือกกิจกรรมที่สนใจ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เด็กรู้สึกสนใจและเรียนรู้ได้  ดียิ่งขึ้น การให้เด็กมีประสบการณ์ตรงโดย    ให้โอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ๆ ในเรื่องนั้น ๆ จะช่วยให้เด็กได้เข้าใจบทเรียนได้ง่ายขึ้น และเป็นการส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ได้ด้วยตนเอง
“การส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ตามขีดความสามารถของตน โดยการเรียนการสอนต้องจัดให้สอดคล้องกับความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก ดังนั้นในเด็กที่มีปัญหาทางด้านการเรียนอาจจำเป็นต้องปรับการเรียนการ สอนเป็นแบบรายบุคคล สอนเป็นกลุ่มเล็ก ติวก่อนเข้าเรียนหรือสอนเสริมหลังเลิกเรียนขึ้นอยู่กับความพร้อมของเด็ก ซึ่งอาจจำเป็นจะต้องใช้วิธีการสอนแบบผสมผสานกัน ใช้แรงเสริมอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การกล่าวคำชม “ดี ดีมาก ถูกต้อง” หรือแม้แต่การให้ “แต้มดาว” โดยให้แม้ว่าเด็กจะทำงานนั้นได้ไม่สำเร็จ แต่แค่มีความพยายามก็ถือว่าเพียงพอแล้ว เพราะการให้แรงเสริมอย่างเหมาะสมจะทำให้เด็กมีกำลังใจและความพยายามต่อไป” แพทย์หญิงวิรัลพัชรแนะนำถึงการจัดการเรียนการสอนให้เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนอ่อน
แพทย์หญิงวิรัลพัชรยังแนะนำด้วยว่า การกระตุ้นให้เด็กใช้ความคิดโดยเปิดโอกาสให้เด็กร่วมแสดงความคิดเห็น การให้เด็กเรียนรู้จากเพื่อน รวมถึงการทบทวนบทเรียนบ่อย ๆ โดยให้เด็กสรุปสิ่งที่เรียนมาแล้วในกิจกรรมเล่าหน้าชั้นเรียน การแจ้งผลการเรียนให้เด็กทราบ รวมไปถึงการมองหาจุดเด่นและจุดด้อยของเด็กและส่งเสริมให้ได้แสดงความสามารถพิเศษ ยอมรับในจุดด้อยและเปิดโอกาสให้เด็กมีโอกาสแสดงความเป็นผู้นำและผู้ตามเพื่อพัฒนาความภาคภูมิใจและปฏิบัติในแต่ละบทบาทให้เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์
ล้วนแต่เป็นการช่วยเหลือทางการศึกษาโดยอิงหลักของการเรียนรู้และการสร้างแรงจูงใจให้เด็กที่มีปัญหาทางด้านการเรียนได้.


สนับสนุนโดย

ธ.ค.
21

ทำอย่างไรพี่น้องไม่ทะเลาะกัน : พี่น้อง พี่น้องไม่ทะเลาะกัน ทำอย่างไรพี่น้องไม่ทะเลาะกัน พี่น้องทะเลาะกัน

Written by Ju_Writer

ทำอย่างไรพี่น้องไม่ทะเลาะกัน



คงไม่มีเรื่องใดสำหรับพ่อแม่ที่จะเป็นทุกข์หรือเศร้าใจมากไปกว่าการที่เห็น ลูก ๆ ของตนทะเลาะกัน

สิ่งที่เป็นความคาดหวังสูงสุดของพ่อแม่คือการได้เห็นลูก ๆ อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และช่วยเหลือพึ่งพากันได้ในอนาคต แต่มันช่างเป็นปัญหาที่ยากและยิ่งใหญ่จริง ๆ สำหรับ พ่อแม่

หน้าที่สำคัญของพ่อแม่ นอกจากจะให้การเลี้ยงดูที่ดีแล้ว ยังต้องหาวิธีการที่จะแสดงให้ลูกทุกคนเกิดความมั่นใจว่าตัวเด็กนั้นมีความปลอดภัยและรู้สึกอบอุ่น เป็นคนพิเศษ และเป็นที่รักของพ่อแม่อยู่เสมอ ที่สำคัญ พ่อแม่ต้องแสดงให้ลูก ๆ ทุกคนเห็นถึงข้อดีของการ แบ่งปันกัน ช่วยเหลือดูแลกันและกัน อีกทั้งยังต้องหาทางทำให้พี่น้องรับรู้และเข้าใจว่า สักวันหนึ่ง พวกเขาจะสามารถช่วยเหลือดูแลและพึ่งพากันได้

ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องต้องกันว่า สาเหตุพื้นฐานของการอิจฉาริษยากันของพี่น้องคือการที่เด็กแต่ละคนต้องการที่จะให้ตัวเอง  เป็นที่รักของพ่อแม่แต่เพียงผู้เดียว ทั้งนี้เพราะ ว่าเด็กต้องพึ่งพาทุกสิ่งทุกอย่างจากพ่อและแม่เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ไมว่าจะเป็นอาหาร ที่พัก ความอบอุ่น ความอ่อนโยน ความรู้สึกถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ตลอดจนการที่ได้เป็นคนพิเศษ

ความรักและกำลังใจจากพ่อแม่เป็นสิ่ง สำคัญที่ทำให้เด็กพร้อมที่จะเติบโตขึ้นมาอย่างมี คุณภาพ และช่วยให้เขาค่อย ๆ เรียนรู้ถึงการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม

การมีน้องเพิ่มเข้ามาในครอบครัว หรือ การมีเด็กคนใหม่เพิ่มเข้ามาในบ้าน ทำให้เด็ก  ที่อยู่เดิมได้ทุกอย่าง “น้อยลง” ได้อยู่กับพ่อ แม่ ได้รับความสนใจเวลาเจ็บตัวหรือผิดหวัง ได้รับคำชมเวลาประสบความสำเร็จน้อยลง และที่น่ากลัวมากที่สุดคือ การคิดจินตนาการไปเองว่า  “ถ้าพ่อแม่แสดงความรัก ความสนใจ และความกระตือรือร้นกับน้องคนใหม่ แสดงว่าน้องมีค่าในสายตาพ่อแม่มากกว่าฉัน เมื่อน้อง มีค่ามากกว่า นั่นหมายความว่าฉันมีค่าน้อยลง และเมื่อฉันมีค่าน้อยลง นั่นก็แสดงว่าฉันกำลังประสบปัญหาใหญ่เข้าให้แล้ว”

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเด็กถึงได้ “ต่อสู้อย่างหนัก” เพื่อจะได้เป็นที่หนึ่งหรือ  ดีที่สุด ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเด็กถึงอยากได้มากกว่า หรือมาก ที่สุด หรือบางทีอยากได้ทุกอย่าง ความมั่นคงทางจิตใจของเด็กขึ้นอยู่กับการได้รับความสนใจจากพ่อแม่ทั้งหมด ได้ของเล่นทั้งหมด ได้อาหารทั้งหมด หรือได้พื้นที่ทั้งหมด

ช่างเป็นปัญหาที่ยากและยิ่งใหญ่จริง ๆ สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง พวกเขาจะต้องหาวิธีการที่จะแสดงให้เด็กเกิดความมั่นใจว่า ตัวเด็กนั้นมีความปลอดภัยและรู้สึกอบอุ่น เป็นคนพิเศษและเป็นที่รักของพ่อแม่ พ่อแม่ต้องแสดงให้เด็กเห็นถึงข้อดีของการแบ่งปันให้คนน้อง และ  การช่วยเหลือกัน อีกทั้งยังต้องหาทางทำให้พี่ น้องที่อิจฉาชิงดีชิงเด่นกัน รับรู้และเข้าใจว่า สักวันหนึ่ง พวกเขาจะสามารถช่วยเหลือและพึ่งพากันได้

ในหนังสือ พี่น้องไม่ทะเลาะกัน อเดล  เฟเบอร์ และ เอเลน มาซลิซ ได้บอกเล่าถึง วิธีสร้างความสามัคคีปรองดองในหมู่พี่น้อง เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ช่วยเหลือดูแลพึ่งพากันได้ โดยไม่อิจฉา ชิงดี   ชิงเด่น

วิธีการแก้ปัญหาพี่น้องทะเลาะกัน  เริ่มจากการปล่อยให้พวกเขาได้ระบายความรู้สึกร้าย ๆ ออกมา มันเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องแสดงให้เด็กเห็นถึงความแตก ต่างระหว่าง “การแสดงความรู้สึก” กับ “แสดง การกระทำที่ก้าวร้าว” พ่อแม่อนุญาตให้เด็กแสดง ความรู้สึกออกมาได้ แต่จะไม่อนุญาตให้พวกเขาทำร้ายจิตใจของกันและกัน หน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองก็คือการแสดงให้พวกเขาเข้าใจถึงวิธีการ แสดงความรู้สึกโกรธโดยไม่ทำร้ายใคร

การที่พ่อแม่เปรียบเทียบเด็ก ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เป็นการเพิ่มความร้อนแรงให้เด็ก ๆ เกิดความรู้สึกอิจฉา หรือชิงดีชิงเด่นกันระหว่างพี่น้อง ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองควรหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบ และไม่สร้างปัญหาระหว่าง พี่น้อง การได้รับความรักอย่างเสมอภาคเท่าเทียม กัน กลับกลายเป็นการที่ทำให้เด็กได้ความรักน้อย ลง แต่การได้รับความรักที่เป็นพิเศษเฉพาะบุคคล ของแต่ละคนนั้น เป็นการได้รับความรักมากเท่าที่ ตัวเราแต่ละคนต้องการ

เมื่อพี่น้องกำลังทะเลาะเบาะแว้งกัน เด็กควรจะได้รับอิสระให้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งกันเอง แต่เมื่อถึงเวลาที่จำเป็น พวกเขา  ก็ควรจะได้รับการแทรกแซงจากผู้ใหญ่ด้วยเช่นกัน ถ้าเด็กคนหนึ่งถูกทำร้ายไม่ว่าจะทางวาจาหรือทางการกระทำ พ่อแม่ต้องเข้าไปห้ามปราม ถ้ามีปัญหาที่ทำความเดือดร้อนให้กับทั้งครอบครัว เราต้องเข้าไปห้าม ถ้าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยที่ไม่มีทางออก เราก็ต้องเข้า ไปห้าม
พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถเปลี่ยนสถาน การณ์ร้าย ๆ ในบ้านให้กลายเป็นดีได้ เพราะ ทัศนคติของพ่อแม่นั้นมีพลังและอำนาจอย่างมาก ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่การทะเลาะกันของพี่น้องได้เริ่มขึ้น เราจะต้องไม่แสดงความท้อแท้หรือสิ้นหวังให้ลูกเห็นอีกต่อไป เราจะมีความหวังและเรียนรู้เทคนิควิธีการ รวมถึงความเข้าใจใหม่ ๆ ซึ่งจะทำให้สามารถเปลี่ยนพี่น้องที่ทะเลาะกันหรือชิงดีชิงเด่นกันให้กลายเป็นพี่น้องที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ส่งผลให้ทุกคนในครอบครัวอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข.

สนับสนุนโดย

ธ.ค.
21

อำนาจปกครองบุตร

Written by คุณสาระ ชอบช่วย

วันอังคาร ที่ 24 พฤศจิกายน 2552

ดิฉันและสามีแต่งงานได้ 5 ปี มีลูกสาว 1 คน ตอนนี้แยกกันโดยดิฉันกลับมาอยู่บ้านแม่ได้ 3 เดือนแล้ว อยู่ในระหว่างการตัดสินใจว่าจะหย่าหรือไม่ สามีไม่ยอมให้ลูกมาและต้องการลูกไว้เพราะคุณย่ารักมาก แต่คุณย่าอายุมากแล้ว ส่วนดิฉันต้องการลูกมากเช่นกัน คิดว่าถ้าหย่ากันสามีคงมีผู้หญิงใหม่ ในกรณีที่ดิฉันเลือกวิธีฟ้องหย่าเพื่อให้ศาลตัดสิน จะมีโอกาสชนะคดีได้ลูกมาอยู่ด้วยหรือไม่

ปราง

ปกติคู่สมรสที่แยกกันอยู่ จะทำให้   ผู้ที่เป็นบิดามารดาไม่สามารถใช้อำนาจปก   ครองบุตรร่วมกันได้โดยปกติสุข และเมื่อหย่ากัน กฎหมายบัญญัติว่า “ถ้าหย่าโดย   คำพิพากษาของศาล ให้ฝ่ายชนะคดีเป็นผู้ปกครอง เว้นแต่ศาลจะชี้ขาดให้อีกฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกเป็นผู้ปกครอง”

การฟ้องคดีขอให้ศาลชี้ขาดนั้น การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าบุตรควรจะอยู่ในอำนาจปกครองของบิดาหรือมารดา หรือฝ่ายใดจะต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจำนวนเท่าใด  ศาลจะพิจารณาถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ เช่น หากเป็นบุตรสาว  อาจให้อยู่ในความดูแลของมารดาซึ่งเป็นเพศเดียวกัน โดยอาจให้บิดามารดามีหน้าที่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรคนละเท่า ๆ กัน เช่น เด็กมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนเบ็ดเสร็จแล้ว 5,000 บาท ก็ให้บิดาช่วยค่าเลี้ยงดูเดือนละ 2,500 บาท หรือบิดามีรายได้ดีกว่ามารดา ศาลอาจให้มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรโดยให้บิดาจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5,000 บาท ฝ่ายเดียวก็ได้ หรือกรณีที่บิดามีเวลาอยู่กับบุตรน้อยเพราะไปทำงานต่างจังหวัด  ได้กลับบ้านเฉพาะเสาร์อาทิตย์ สมควรให้บุตรอยู่กับมารดาจะได้ใกล้ชิดและให้ความอบ  อุ่นได้ดีกว่า มารดาก็อาจได้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร

(อ่านต่ออังคารหน้า)

สนับสนุนโดย

ธ.ค.
09