
ฟื้นฟู 'บ้านปากรอ' พ้นความจน
ตำบลปากรอ อำเภอสิงหนคร จัดเป็นพื้นที่ระดับตำบลที่ยากจนที่สุดของจังหวัดสงขลา ซึ่งในอดีต ชาวบ้านมีอาชีพหลักคือ ทำประมง แต่เนื่องจากปัญหาเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้กระทบกระเทือนต่ออาชีพประมงจนหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องลุกขึ้นมาช่วยกันคิดหาหนทางแก้ไข ซึ่งนี่เองคือจุดเริ่มต้นของโครงการ “จากอาชีพสู่การอนุรักษ์”
ก่อนริเริ่มโครงการนี้ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ได้มีดำริให้จังหวัดสงขลาพร้อมด้วยหน่วยงานราชการและเอกชนร่วมกันพัฒนาพื้นที่ตำบลบ้านปากรอด้วยการส่งเสริมอาชีพให้ประชาชนในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้นและพัฒนาด้านสังคมและชุมชนเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยร่วมกับมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบทดำเนินการโครงการพัฒนาอาชีพและมูลนิธิพัฒนาชนบทมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปี 2540
ทวีวุฒิ สังข์ศิริ นายอำเภอสิงหนคร เล่าประวัติความเป็นมาของโครงการพัฒนาอาชีพฯ ว่า เริ่มแรกเน้นรูปแบบหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงควบคู่การทำเกษตรผสมผสาน เช่น การเลี้ยงปลากะพงขาวและปลาทับทิม การปลูกผักปลอดสารพิษ ฯลฯ แต่ต้องประสบปัญหาและอุปสรรคหลายด้าน ได้แก่ สภาพดินส่วนใหญ่เป็นดินเปรี้ยว PH 4.5, การขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร, ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม โดยเฉพาะทะเลสาบสงขลามีคุณภาพน้ำเข้าสู่ภาวะวิกฤติ ทำให้ทรัพยากรน้ำชนิดต่าง ๆ ลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ชาวประมงมีรายได้ตกต่ำ ฯลฯ
นอกจากนี้ยังเกิดภาวะวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ในช่วงปลายปี 2548 ทำให้การประกอบอาชีพ ของชาวบ้านได้รับผลกระทบอย่างมาก ชาวปากรอจึงร่วมมือกันแก้ไขปัญหาด้วยการเปลี่ยนแปลงจากการเน้นด้านอาชีพมาสู่การอนุรักษ์สร้างชุมชนให้น่าอยู่ด้วยการริเริ่ม “โครงการจากอาชีพสู่การอนุรักษ์” ในปี 2551 โดยมี บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ซึ่งมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาสังคมฯ มาตั้งแต่ต้นเข้ามาช่วยหาทางแก้ไข จนปัจจุบันประชาชนมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นและสามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ จากการติดตามผลสำเร็จพบว่าไม่มีชาวตำบลปากรอครัวเรือนใดตกเกณฑ์ความจำเป็นขั้นพื้นฐาน (จปฐ.) หรือเกณฑ์ความยากจนเลย ต้องขอขอบคุณทางซีพีเอฟที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุน
ด้าน สุวิทย์ ประภากมล รองกรรมการผู้จัดการด้านธุรกิจอาหารสัตว์น้ำ ภาคใต้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวถึงความช่วยเหลือว่า ซีพีเอฟมีบทบาทช่วยเหลือในด้านอาชีพ พันธุ์ปลา รวมทั้งให้นักวิชาการ มาดูแลให้ความรู้ในเรื่องการเลี้ยงสัตว์ มีวัตถุประสงค์อยากให้ชาวบ้านได้รับข้อมูลทางวิชาการและนำไปประกอบ อาชีพจนสามารถหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน หากชาวบ้านอยู่ได้ ซีพีเอฟ เองก็อยู่ได้เช่นกัน
“ถึงแม้ว่าเราจะยากจนที่สุดแต่ก็มีสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดนั่นคือ ความมุ่งมั่น” สุปรี เบ้าสิงห์สวย ผู้จัดการมูลนิธิพัฒนาชนบท ให้กำลังใจชาวบ้านปากรอ และเล่าประวัติและวิถีชีวิตของชาวปากรอ ว่า เมื่อก่อนชาวบ้านทำอาชีพประมงเป็นหลัก โดยการจับสัตว์น้ำทุกชนิดเพื่อนำไปขายแลกเงินทำให้มีเงินกินใช้ไปวัน ๆ โดยไม่คำนึงถึงการอนุรักษ์และรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งพบว่าสัตว์น้ำน้อยลง คุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม จึงทำให้ต้องกลับมาคิดทบทวน ใหม่ว่าจะแก้ไขได้อย่างไร จึงก่อเกิดเป็นจุดพลิกผันที่ทำให้คิดได้ว่าน้ำที่เสียไปจะทำอย่างไร อนุรักษ์สัตว์น้ำอย่างไรให้กลับคืนมาจนกลายมาเป็น “โครง การจากอาชีพสู่การอนุรักษ์”
ด้วยการระดมความคิดจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจนสามารถหาวิธีการอนุรักษ์ด้วยการใช้จุลินทรีย์บำบัดน้ำและเพาะพันธุ์ปลา โดยต้องทำทุกอย่าง อยู่บนพื้นฐาน ตำบล ปากรอ เน้นการอนุรักษ์ เพื่อให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ทางกรมประมงและกรมพัฒนาที่ดิน จึงมีแนวคิดที่ต้องการ “บวชทะเลปากรอ” คือ การไม่ทำร้ายและมาช่วยกันดูแลรักษา เช่น สร้างบังกะโลให้ปลาเพื่อใช้เป็นแหล่งวางไข่ของสัตว์น้ำ
ที่สำคัญชาวบ้านทั้งหมดยังเลิกหาปลาและเก็บเครื่องไม้เครื่องมือในการหาปลามาจัดทำเป็น พิพิธภัณฑ์เครื่องมือหาปลา กว่า 10,000 ชิ้น โดยโครงการนี้ได้ให้ความรู้ทางวิชาการแก่ชาวบ้านเรื่องการเลี้ยงปลา การปลูกข้าว สลับกับการทำประมง โดยถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มรายได้จนทำให้ปัจจุบันชาวบ้านมีรายได้ต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นแล้ว และในอนาคตจะส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ให้วัฒนธรรมดึงดูดคนเข้ามาเยี่ยมชมวิถีชาวบ้านปากรออีกด้วย
จากการเดินชมพิพิธภัณฑ์เครื่องมือหาปลาพบว่ามีอุปกรณ์จับสัตว์น้ำต่าง ๆ ของชาวบ้านที่ใช้แล้วถูกนำมาจัดแสดงโชว์เพื่อเป็นความรู้แก่ผู้มาเยี่ยมชม เช่น ไซแม่กุ้ง เป็นเครื่องมือประมงขนาดเล็กคล้ายลอบ ใช้ดักกุ้งก้ามกรามโดยเฉพาะ แต่มีปลาบางชนิดติดมาด้วยเช่นกัน โมร๊ะ โมระ โมระกุ้ง เป็นเครื่องมือประจำคล้ายคลึงกับเฝือกมากที่สุด โดยใช้เฝือกเป็นเครื่องสกัดกั้นทางเดินของกุ้ง ปลาให้ลงสู่ก้นขัง ใช้ในการจับกุ้ง ปลา ในที่ตื้นทั่วไป ยอยก ยกปีก ยอขันช่อ เป็นเครื่องมือที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่ และต้องกระดกขึ้น เมื่อเวลาจับรวบรวมสัตว์น้ำ ด้วยสวิง บางพื้นที่เรียกว่า ยอกระดก สามารถจับได้ทั้งกุ้ง ปู ปลาชนิดต่าง ๆ
ประพิศ พรายดัสถ์ วัย 52 ปี ชาวเลที่ทำอาชีพประมงมากว่า 20 ปี เล่าว่า เมื่อก่อนต้องออกหาปลาตั้งแต่ เช้ายันค่ำ ถ้าขยันแบบนี้จะได้เงินวันละ 500 บาท ตกเดือนละประมาณ 10,000 กว่าบาท แต่ต้องออกทะเลทุกวันรู้สึกเหนื่อยมากกว่าจะได้เงินกลับมาใช้แต่ละบาท ยิ่งสภาพสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมรายได้ยิ่งลดลงแต่ทำงานหนักเท่าเดิม จนกระทั่งมีโครงการ “จากอาชีพสู่การอนุรักษ์” ที่ทำให้เราไม่เน้นไปที่ทำอาชีพ แต่ช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หันมาทำนา เลี้ยงปลา และยังทำประมงสลับกันไป ส่งผลให้ปัจจุบันไม่ต้องออกทะเลทุกวัน มีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้นแต่มีรายได้ที่ยั่งยืนสามารถส่งลูกเรียนจนจบปริญญาตรีได้แล้ว
ดังนั้นปัจจุบันสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับชาวบ้านปากรอไม่ใช่อาชีพแล้ว แต่เป็นวิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงและการช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างรู้คุณค่า ถือเป็นต้นแบบการอนุรักษ์ที่หมู่บ้านอื่นน่านำไปปฏิบัติตามอย่างแท้จริง.
โครงการไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันน้อมนำแนวพระราชดำริ
โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน เป็นอีกโครงการหนึ่งความห่วงใยที่ซีพีเอฟ มีต่อเยาวชน ที่เป็นอนาคตของชาติ โดยน้อมรับแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ว่า “เยาวชนเหล่านี้ควรจะได้บริโภคอาหารอย่างถูกหลักโภชนาการ โดยโรงเรียนจัดให้มีการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ขึ้นภายในโรงเรียนหรือสถานที่ใกล้เคียงเพื่อให้โรงเรียนมีรายได้จากการประกอบกิจกรรมดังกล่าวและนำมาเป็นค่าอาหารกลางวันนักเรียนตลอดไป” เป้าหมายหลักของโครงการจึงต้องการให้เด็กนักเรียนมีภาวะโภชนาการที่ดีขึ้น โดยได้บริโภคไข่ไก่เฉลี่ยคนละ 3 ฟองต่อสัปดาห์ ให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมเกษตร เกิดการเรียนรู้และทักษะจากการปฏิบัติจริงและนำไปใช้เป็นแนวทางการประกอบอาชีพต่อไปในอนาคต โดยซีพีเอฟสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ พร้อมติดตั้งอุปกรณ์การเลี้ยงและค่าใช้จ่ายหมุนเวียนสำหรับไก่รุ่นแรกรวมทั้งอบรมให้ความรู้ทางวิชาการ เทคนิคและการจัดการในการเลี้ยงไก่ไข่ที่ถูกต้อง ชาตรี หอมจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแหลมจาก (รักเมืองไทย 27) บอกว่า โรงเรียนดำเนินโครงการเลี้ยงไข่ไก่ตั้งแต่ปี 2541 และนำวิธีการเลี้ยงไก่มาบรรจุรวมอยู่ในวิชาเรียนให้นักเรียนเป็นผู้ดูแลไก่ด้วย
“ชอบเรียนวิชาเลี้ยงไก่นี้มากเพราะนอกจากจะได้ความรู้และมีอาหารกินจนอิ่มท้องแล้วยังมีเงินเก็บไว้ใช้ยามขัดสนด้วย” เกียรติศักดิ์ สังเทระ หรือน้องทัวร์ นักเรียนวัย 12 ขวบ บอกและอธิบายว่า ตนดูแลไก่ร่วมกับเพื่อน 4 คน สลับกันคนละ 1 อาทิตย์ โดยมีหน้าที่ให้น้ำ ทำความสะอาดพื้น เก็บไข่ เพิ่งเริ่มเลี้ยงไก่รุ่นแรกก็มีเงินเก็บเดือนละ 100 บาทแล้ว โดยใช้เวลาดูแลไก่ตอนเช้าก่อนเข้าเรียน และช่วงเย็นหลังเลิกเรียน ซึ่งคิดว่าในอนาคตหากไม่มีงานทำก็จะนำวิชาชีพที่เรียนมานี้ไปประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัวต่อไป.
สนับสนุนโดย 
ม.ค.
14